“อนุทิน” สั่งคุมร้านทอง รายงานธุรกรรมซื้อ-ขาย สแกน “ฟอกเงิน-ทุนเทา”

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

9 มกราคม 2569

“อนุทิน” สั่งคุมร้านทอง รายงานธุรกรรมซื้อ-ขาย สแกน “ฟอกเงิน-ทุนเทา”

วันนี้ (9 ม.ค.69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงผลประชุมคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงิน เพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย ครั้งที่ 1/2569 

โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) กระทรวงยุติธรรม กระทรวงจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กระทรวงดีอีเอส) และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง 

นายอนุทินกล่าวว่า การดำเนินงานระบบดาตาบูโร (Data Bureau) หรือคณะทำงานติดตามธุรกรรมที่น่าสงสัย ทั้งปโตเคอร์เรนซี การซื้อขายแลกเปลี่ยนตรา และทองคำ ระบบดังกล่าวจำเป็นต้องมี 2 องค์ประกอบสำคัญ คือมีถังข้อมูลที่ครบถ้วน และมีคุณภาพ ทั้งข้อมูลด้านตัวตน ข้อมูลด้านพฤติกรรม และข้อมูลธุรกรรมที่แสดงการเคลื่อนไหวของเงินต่างๆ 

รวมถึงมีการยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกัน หรือระบบ Central Fraud Registry (CFR) เพื่อทำการเชื่อมโยงข้อมูลเส้นทางธุรกรรมทางการเงินอย่างครบถ้วน

สำหรับการดำเนินการในระยะที่ 1 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยกระดับการจัดเก็บฐานข้อมูลของธุรกรรมต่างๆ ให้ครบถ้วนมากขึ้น และมีการเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ดาต้าฮับอย่าง CFR เป็นต้น และสามารถนำไปใช้ในการติดตามเส้นทางดำเนินธุรกรรมทางการเงินได้

อย่างไรก็ตาม ตัวกลางธุรกรรมทางการเงินบางประเภท ไม่เพียงแต่เฉพาะเงินสดเท่านั้น ทั้งที่มีหน่วยงานกำกับและไม่มีหน่วยงานกำกับ เช่น ร้านทองคำ ยังมีข้อจำกัดในการจัดเก็บและรวบรวมข้อมูล จึงได้มีการให้ยกระดับขึ้นไปเป็นการจัดการข้อมูลในระยะที่ 2 ต่อไป

เพื่อทำให้การดำเนินงานในระบบดาตาบูโรบรรลุเป้าหมายได้โดยเร็ว จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามแผนที่ได้วางไว้ ดังนี้

1.ทองคำจริง (ฟิสิคอล โกลด์) ให้สำนักงาน ปปง. เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลธุรกรรมทองคำจริง ในฐานะหน่วยงานที่กำหนดหลักเกณฑ์ และเป็นไปตามมาตรการป้องกันการปราบปรามการฟอกเงินของผู้ประกอบการค้าทองคำ และขอให้พิจารณายกระดับหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น เช่น ปรับลดวงเงินการรายงานธุรกรรมทองคำของร้านค้าทองคำ ที่รายงานต่อสำนักงาน ปปง. และกรมสรรพากร ตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป ขอให้พิจารณาปรับลดลงได้เป็นจำนวนเท่าใด

2. ธุรกรรมทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ (Online Gold) ให้พิจารณาปรับปรุงประกาศกระทรวงการคลังที่ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เพื่อกำหนดให้การซื้อขายทองคำที่ไม่มีการส่งมอบทองคำจริง ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด พร้อมขอให้กรมสรรพากรพิจารณากำหนดให้มีการจัดทำบัญชีพิเศษ โดยให้ผู้ให้บริการซื้อขายทองคำออนไลน์นำส่งข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายดังกล่าวให้กรมสรรพากร และให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการกำหนดภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับผู้ประกอบธุรกิจซื้อขายทองคำ ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต่อไป

3. สินทรัพย์ดิจิทัล ขอให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พิจารณากำหนดการใช้หลักการ “Travel Rule” เพื่อให้ผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลทุกรายรวบรวมข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายระหว่างกระเป๋าเงินดิจิทัล (Wallet) ของบุคคลที่สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มของผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูลผู้โอนและผู้รับโอนได้

สำหรับเป้าหมายสุดท้ายของการจัดเก็บข้อมูลธุรกรรมทางการเงินทั้งหมด คือการจัดเก็บข้อมูลให้ครบถ้วน มีคุณภาพ และมีระบบป้องกันข้อมูลที่รัดกุม เนื่องจากปัจจุบันมีความเสี่ยงด้านการถูกโจมตีทางไซเบอร์สูง ข้อมูลทั้งหมดจะต้องถูกนำมาเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน เพื่อใช้ในการติดตาม ตรวจสอบพฤติกรรมและเส้นทางธุรกรรมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและทันท่วงที รวมถึงใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการจัดกลุ่มและกำหนดวงเงินการทำธุรกรรมตามระดับความเสี่ยง (Risk Profiling)

อย่างไรก็ตาม ได้ขอให้ทุกส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานการทำงานแบบบูรณาการในทุกระดับ และทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการฟอกเงิน ซึ่งทุกฝ่ายต้องให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

นอกจากนี้ การประชุมในวันนี้ไม่ได้พูดถึงเฉพาะเส้นทางการเงินดิจิทัลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงรูปแบบดั้งเดิมหรืออนาล็อกด้วย ซึ่งยังสามารถกลับมาเป็นช่องทางของอาชญากรรมได้ตลอดเวลา จึงต้องให้ทุกหน่วยงานมีความระมัดระวัง

ทั้งนี้ มาตรการเหล่านี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจไทย และช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นสถานะของประเทศไทยจากนานาประเทศ