“เอกนิติ” งัดเศรษฐกิฐไทยพ้น “หล่ม” คุยฟุ้งดันจีดีพีปี‘69 แตะ 3%+
ต้นกุมภาฯ อีจัน
16 กุมภาพันธ์ 2569

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สำนักงานสภาพัฒน์ฯ) ระบุตัวเลขเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2568 ขยายตัว 2.4% เป็นผลจากเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/68 ได้แรงสนับสนุนจากการลงทุนรวม 8.1% การบริโภคภาคเอกชน 3.3% การอุปโภคภาครัฐบาล 1.3% การส่งออก 9.4% ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว
วันนี้ (16 ก.พ.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สภาพัฒน์ฯ ได้ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 4 ปี 2568 โดยการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) เติบโต 2.5% ส่งผลให้ทั้งปี 2568 ขยายตัว 2.4% สูงกว่าที่กระทรวงการคลังคาดการณ์ไว้ที่ 1.8% และดีกว่าประมาณการเดิมช่วงรัฐบาลเข้ามาบริหาร สภาพัฒน์ฯ คาดว่าเศรษฐกิจจะโตเพียง 0.3% ซึ่งสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยพ้นจากภาวะติดหล่มแน่นอน และขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดไว้
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนผลของมาตรการกระตุ้นระยะสั้นแบบ Quick Big Win ที่ช่วยกระจายเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ ทั้งโครงการคนละครึ่ง พลัส เที่ยวดีมีคืน และการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคธุรกิจปรับตัวดีขึ้น ดัชนีความเชื่อมั่นหลายตัว รวมถึงตลาดหลักทรัพย์ สะท้อนทิศทางเชิงบวกที่ชัดเจน
“จีดีพีไตรมาส 4 โต 2.5% ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ มาจากความเชื่อมั่นภาคประชาชน และภาคเอกชนที่ดีขึ้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นตัวสะท้อนดัชนีความเชื่อมั่นดีขึ้น“
นายเอกนิติกล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัว 2.4% ทำให้มูลค่าจีดีพีในรูปตัวเงิน (Nominal GDP) เกือบแตะ 19 ล้านล้านบาท สูงกว่าที่คาดประมาณ 300,000 ล้านบาท สะท้อนเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบที่เพิ่มขึ้นและรายได้ประชาชนที่ดีขึ้นในช่วงปลายปี 2568
การบริโภคภาคเอกชนไตรมาส 4 ขยายตัว 3.3% สูงสุดเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าในปีเดียวกันที่เฉลี่ยราว 2.5% แสดงถึงแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ ขณะเดียวกัน การลงทุนรวมของประเทศขยายตัวถึง 8.1% สูงสุดในรอบหลายไตรมาส โดยการลงทุนภาครัฐเติบโตมากกว่า 13% จากการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ และช่วยดึงการลงทุนภาคเอกชนให้ขยายตัวกว่า 6% นอกจากนี้ การปลดล็อกมาตรการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI Fast Pass ทำให้เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เริ่มเห็นผลชัดเจนขึ้น
ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ปี 2568 ไทยยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัดราว 3.1% ของจีดีพี และยึดมั่นวินัยการคลัง ไม่ก่อหนี้หรือขาดดุลเกินกรอบงบประมาณเดิม ส่งผลให้การประเมินความน่าเชื่อถือจาก S&P Global Ratings ยังคงมองว่าไทยมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการคลังที่น่าเชื่อถือ
“ล่าสุด S&P บริษัทการจัดอันดับความน่าเชื่อถือมองเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพทางด้านฐานะดารคลังและเศรษฐกิจที่ยังมีความเชื่อมั่น“
นายเอกนิติกล่าวว่า สำหรับปี 2569 กระทรวงการคลังคาดการณ์การเติบโตไว้ที่ 2% หากสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อเนื่อง จัดตั้งรัฐได้เร็ว มีการลงทุนต่อเนื่อง คาดว่าจีดีพีจะขยายตัวได้ 2.5-3% ซึ่งถือเป็นระดับขั้นต่ำ หากสามารถรักษาโมเมนตัมการลงทุนและความเชื่อมั่นได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะการผลักดันให้การลงทุนภาคเอกชนเดินหน้าหลังจากภาครัฐเป็นตัวนำในช่วงแรก ก็มีโอกาสที่การเติบโตจะสูงกว่ากรอบดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ยังต้องเผชิญความผันผวนจากปัจจัยภายนอกที่อาจกระทบเศรษฐกิจโลก
นอกจากนี้ ด้านนโยบายก็ต้องทำต่อเนื่อง และต้องรอความชัดเจนการจัดตั้งรัฐบาล แต่ที่สำคัญนโยบายจะช่วยกาีเติบโตทางด้านเศรษฐกิจให้ทั่วถึง ให้มีคุณภาพ และเต็มศักยภาพ เป็นโจทย์ต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม จีดีพีไทยปี 2568 ขยายตัว 2.4% เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนและเอเชีย พบว่า อัตราการเติบโตของจีดีพีไทยในปีนี้ ถือว่าค่อนข้างต่ำ โดยต่ำกว่าเวียดนาม 8.0% ฟิลิปปินส์ 4.4% มาเลเซีย 5.2% อินโดนีเซีย 5.1% และจีน 5.0% อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังโตดีกว่า ญี่ปุ่น 1.1% และเกาหลีใต้ 1.0% ไทยยังคงเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” หรือไม่นั้น
”มั่นใจว่าการขยายตัว 2% เป็นขั้นต่ำ แต่จะทำได้ขนาดไหนจะมีปัจจัยภายนอกมีความผันผวนและมีความมั่นใจว่าจีดีพีจะถึง 3+ จะพยายามยกระดับเศรษฐกิจไทยภายในปีนี้ ในฐานะหมอเอก เรารู้ว่าคนป่วยเอาออกจาก icu แต่จะทำให้คนป่วยกลับมาแข็งแรงได้อย่างไร ก็ต้องออกกำลังกาย ทำร่างกายพร้อมวิ่งได้ เป็นปัจจัยสำคัญ“
ขณะเดียวกัน การที่งัดเศรษฐกิจไทยฟื้นจากหล่มได้ โดยใช้กรอบงบประมาณเดิมทุกอย่าง ไม่ได้ขาดดุลเพิ่มขึ้น ไม่ได้กู้เเงินเพิ่มจากกรอบงบประมาณเดิมจากที่ตั้งไว้ ทุกอย่างใช้งบประมาณเต็มประสิทธิภาพและตรงจุด และเกิดผลในการดำเนินการมากขึ้น
ทั้งนี้ จากการดำเนินนโยบายคนละครึ่ง พลัส ใช้งบประมาณกรอบเดิม โดยใช้อย่างตรงจุด เมื่อออกแบบนโยบายไม่ให้เกิดการรั่วไหล โดยให้ดิจิทัลเข้ามาสนับสนุนในการเพิ่มทักษะให้ชาวบ้านทั่วประเทศ ทำให้ประสบผลสำเร็จได้จากการดำเนินนโยบายนี้
“ความคืบหน้าโครงการคนละครึ่ง พลัส ขอให้มีนโยบายจากการจัดตั้งรัฐบาลที่แน่นอนก่อน หากมีความแน่นอน