สินทรัพย์กอดคอร่วง! ”ทอง“ หลุด 5,000 โลหะเงินร่วงราว 10% 

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

13 กุมภาพันธ์ 2569

สินทรัพย์กอดคอร่วง! ”ทอง“ หลุด 5,000 โลหะเงินร่วงราว 10% 

วันนี้ (13 ก.พ.69) บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์แม่ทองสุก จำกัด (MTS Gold) เผยว่าสรุปภาพรวมตลาด โดยราคาทองคำร่วงลงแรงกว่า 3% จากแรงขายที่เกิดขึ้นในภาวะตลาดการเงินผันผวน โดยการปรับฐานครั้งนี้สอดคล้องกับสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ ทั้งตลาดหุ้นและคริปโตที่เผชิญแรงขายเช่นกัน

ราคาทองคำตลาดโลก ปิดปรับตัวลดลง -173.0 เหรียญ หรือ -3.4% ที่ระดับ 4,922.0 เหรียญ ขณะที่เช้านี้ฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4,970 เหรียญ

กองทุนทองคำ SPDR วันก่อนหน้าขายออก 5.14 ตัน ปัจจุบันถือครองที่ 1,076.18 ตันภาพรวมเดือนกุมภาพันธ์ ขายสุทธิ 10.92 ตัน ขณะที่ปีนี้ ตั้งแต่ 1 ม.ค. – ปัจจุบัน ซื้อสุทธิ 4.19 ตัน

นักวิเคราะห์จาก City Index กล่าวว่า การที่ราคาทองคำมีความผันผวนก่อนหน้านี้ ทำให้นักลงทุนจำนวนมากพากันตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่ระดับต่ำกว่า 5,000 ดอลลาร์ เพื่อป้องกันความเสี่ยง และเมื่อราคาไหลลงสู่ระดับต่ำกว่า 5,000 ดอลลาร์ ก็ก่อให้เกิดผลกระทบแบบลูกโซ่ (Cascade Effect) และทำให้ราคาดิ่งลงอย่างหนักภายในช่วงเวลาสั้น ๆ

Kitco News รายงานว่า ราคาทองคำและโลหะมีค่าร่วงลงแรงเกิดขึ้นพร้อมกันในหลายตลาด ทั้งแพลทินัม พัลลาเดียม ทองแดง หุ้นสหรัฐ และน้ำมันดิบที่ทำจุดต่ำสุดของวัน ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวขึ้น เบื้องต้นยังไม่มีสาเหตุชัดเจน แต่คาดว่าอาจมาจากสถาบันการเงินหรือกองทุนขนาดใหญ่ปิดสถานะซื้อจำนวนมาก จนเกิดแรงขายฉับพลัน (flash sell-off) กดดันหลายตลาดพร้อมกัน

ราคาโลหะเงิน (Silver) ร่วงลงแรงแตะบริเวณ 76 เหรียญ ลดลงราว 10%  ท่ามกลางแรงเทขายในวงกว้างของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ทางเทคนิคผู้เชียวชาญประเมิน โลหะเงินไม่สามารถผ่านแนวต้านสำคัญที่ 84 เหรียญได้ และหากปิดต่ำกว่า 76 เหรียญ อาจเปิดทางให้ปรับตัวลงได้ต่อ

บริษัท บลูซี อาร์ แอนด์ ไอ จำกัด หรือ MyGOLD Plus Investment research Dept เผยว่า ทองดิ่งหนักปิดลบจากวันก่อน 162 ดอลลาร์ หรือราว 3% (ในคืนวันที่ 12 ก.พ.) ขณะที่เช้าวันนี้ (13 ก.พ.) ทองโลกเปิดตลาดที่ระดับ 4,888 ดอลลาร์ ฉุดราคาทองคำแท่งในประเทศเคลื่อนไหวต่ำกว่าบาทละ 73,000 บาท 

หลังสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า รัสเซียวางกรอบความเป็นไปได้ในขอบเขตความร่วมมือต่างๆ 7 ขอบเขต สำหรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับรัฐบาลทรัมป์ รวมถึงความเป็นไปได้ในการกลับมาใช้สกุลเงินดอลลาร์ในการค้าขายทวิภาคี รวมถึงความร่วมมือในการส่งเสริมเชื้อเพลิงฟอสซิล ความร่วมมือทางธุรกิจในก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเลียมนอกชายฝั่งและแร่ธาตุทางยุทธศาสตร์ต่างๆ ที่จะก่อประโยชน์แก่บรรดาบริษัทอเมริกา เมื่อได้ข้อตกลงใดๆ ในการยุติสงครามในยูเครนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

นอกจากนี้ นักลงทุนจำนวนมากพากันตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่ระดับต่ำกว่า 5,000 ดอลลาร์ เพื่อป้องกันความเสี่ยง ทำให้เกิดแรงเทขายรุนแรงตามมา

สำหรับวันนี้ตลาดจะรอจับตา ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งอาจให้ความชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และมีผลต่อราคาทองสำหรับค่ำคืนนี้

ส่วนเรื่องทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐในอนาคต ล่าสุดเครื่องมือ FedWatch ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในปีนี้ของเฟดอาจมีขึ้นในการประชุมเดือนมิ.ย. ซึ่งอาจเป็นช่วงเวลาที่ เควิน วอร์ช เข้ารับตำแหน่งประธานเฟด ส่วนราคาทองในประเทศ ยังโดนแรงกดดันจากเงินบาทที่แข็งค่าแรง รับสัญญาณตั้งรัฐบาลชัด และดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง