ส่งออกทุเรียนเกรด A ”ศุภจี“ ยกระดับคุณภาพ ไร้สารรสชาติพรีเมียม เร่งเสิร์ฟตลาดโลก

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

25 เมษายน 2569

ส่งออกทุเรียนเกรด A ”ศุภจี“ ยกระดับคุณภาพ ไร้สารรสชาติพรีเมียม เร่งเสิร์ฟตลาดโลก

วันนี้ (25 เม.ย.69) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้บริหารลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ตรวจติดตามการคัดบรรจุทุเรียนคุณภาพ ณ บจก. แซม-ซัน อินเตอร์ เฟรช ต.แสลง อ.เมือง 

นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ผนึกกำลังหลายหน่วยงาน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสวนทุเรียนคุณภาพและล้งส่งออกรายใหญ่ เร่งรัดมาตรการคัดกรองคุณภาพทุเรียนไทยให้เข้มงวดกว่าเดิม เพื่อรักษาความเชื่อมั่นในตลาดจีน ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้นจากประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมเปิดแผนกระจายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และแก้ปัญหาโลจิสติกส์หน้าด่านแบบครบวงจร

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะทำงานได้เข้าเยี่ยมชมกระบวนการจัดการที่ล้งของ บจก. แซม-ซัน ได้บูรณาการความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ศุลกากร และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเข้ามาดูแลเรื่องมาตรฐานการส่งออกทุเรียน ด้านคุณภาพ การรวบรวม จัดเก็บ การคัดคุณภาพเกรด โดยในปีนี้มีการยกระดับมาตรฐานให้เข้มข้นกว่าเกณฑ์ปกติ

“กระทรวงฯ ตรวจความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการตรวจวัดปริมาณแป้งในทุเรียน ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ความแก่ของผลผลิต และราคายังอยู่ในระดับน่าพอใจ”

นางศุภจี กล่าวว่า ปีนี้กระทรวงฯ ดูแลเรื่องสารตกค้างเข้มข้นมาก โดยเฉพาะเรื่องปริมาณแป้ง ปกติเกณฑ์มาตรฐานจะอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 32% แต่ที่ล้งแห่งนี้ได้ขยับขึ้นไปถึง 35% เพื่อความมั่นใจ นอกจากนี้ยังมี Central Lab เข้ามาช่วยตรวจสารแคดเมียม และสารปนเปื้อนอื่นๆ อย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าทุเรียนไทยที่ส่งออกไปมีคุณภาพสูงสุดและยั่งยืนในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือพี่น้องเกษตรกรดูแลเรื่องคุณภาพ เนื่องจากจะช่วยให้ขายของมีคุณภาพ ยั่งยืนในระยะยาว 

นอกจากการคุมคุณภาพในโรงคัดบรรจุแล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังได้นำกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) จากประเทศจีนมาทำการไลฟ์สดผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และ E-commerce ภายในล้ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคชาวจีนโดยตรง รวมถึงมีการเซ็น MOU ร่วมกับแพลตฟอร์ม TikTok เพื่อขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งพบว่ายอดขายผ่าน TikTok ในปีนี้เติบโตขึ้นกว่าเดิมถึง 15% 

นางศุภจี กล่าวว่า สำหรับการขนส่ง กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้ส่งทีมล่วงหน้าไปประจำการที่ด่านชายแดน ทั้งเส้นทางผ่านเวียดนาม ลาว และด่านเชียงของ เพื่อเคลียร์ปัญหาความล่าช้าหน้าด่าน และเตรียมพร้อมรับมือผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ โดยมีการจัดเตรียมตู้คอนเทนเนอร์และประสานงานเรื่องแรงงานที่มีทักษะในการคัดและตัดทุเรียนไว้ล่วงหน้าแล้ว

“เราต้องเร่งมือทำเพราะปีนี้ผลผลิตทุเรียนเพิ่มสูงขึ้นกว่า 30% ถ้าคุณภาพดี เราเชื่อมั่นในเรื่องของราคาแน่นอน”

ในส่วนของตลาดภายในประเทศ กระทรวงพาณิชย์มีนโยบายส่งเสริมการบริโภคผ่านช่องทางโมเดิร์นเทรด ตลาดสด และตลาดกลาง โดยเน้นการบริหารจัดการราคาให้เกิดความสมดุล

”เราอยากให้เป็นราคาที่เหมาะสมมากกว่าคำว่าราคาถูก เพราะไม่อยากให้พี่น้องเกษตรกรต้องเสียใจ เราพยายามบริหารจัดการทั้งตลาดในประเทศและการส่งออกไปพร้อมๆ กัน โดยใช้ปฏิทินพืชเกษตรเข้ามาช่วยวางแผนบริหารจัดการราคาอย่างเต็มที่”

นางศุภจี กล่าวว่า สถานการณ์ผลผลิตทุเรียนปี 2569 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าผลผลิตรวมทั้งประเทศอยู่ที่ 2.071 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 33 ซึ่งภาคตะวันออกทยอยให้ผลผลิตก่อนและคาดว่าช่วงเดือนพฤษภาคมจะมีปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดมากที่สุด ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการร่วมกันเพื่อควบคุมทุเรียนไทยให้มีคุณภาพในการส่งออกไปประเทศปลายทาง

โดยในปี 2568 ไทยส่งออกทุเรียนสดไปตลาดทั่วโลก มีปริมาณ 979,045 ตัน มูลค่า 4,368 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 125,737 ล้านบาท ขยายตัว 15.71% ขณะที่ปี 2569 (มกราคม–มีนาคม) ส่งออกแล้ว 101,773 ตัน มูลค่า 506.60 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวสูงถึง 181.05% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 

สำหรับตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดหลัก มีการส่งออกในช่วงวันที่ 1 มกราคม – 22 เมษายน 2569 จำนวน 16,037 ชิปเมนต์ ปริมาณกว่า 252,690 ตัน มูลค่า 29,288 ล้านบาท โดยมีเส้นทางขนส่งสำคัญผ่านด่านเชียงของและด่านนครพนม

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้กำหนดแผนผลักดันการส่งออกผลไม้ไทยปี 2569 ครอบคลุม 3 กลุ่มตลาด ได้แก่

1. ตลาดหลัก: เน้นรักษาตลาดจีน ส่งเสริมการขายและประชาสัมพันธ์ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง

2. ตลาดศักยภาพ: ซึ่งรู้จักผลไม้ไทยเป็นอย่างดี ตลาดที่ส่งเสริม ได้แก่ ฮ่องกง มาเลเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ

3. ตลาดส่งเสริมภาพลักษณ์: เน้นสร้างการรับรู้ผลไม้ไทยโดยนำร่องเป็นผลไม้แปรรูป เช่นตลาดในกลุ่ม ตะวันออกกลาง ยุโรป เอเชียใต้ และเอเชียกลาง ในคอนเซ็ปต์ “THAILAND: THE LAND OF TROPICAL FRUITS” เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันในทุกกิจกรรมทั่วโลก

ทั้งนี้ คณะทำงานเตรียมเดินทางต่อไปยังจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อร่วมงานสมาคมชาวนาและดูแลแผนบริหารจัดการข้าว รวมถึงโครงการข้าวประณีต เพื่อร่วมงานสมาคมชาวนาและดูแลแผนบริหารจัดการข้าว รวมถึงโครงการข้าวประณีต เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรไทยในภาพรวมต่อไป