วันนี้ (18 พ.ค.69) เวลา 09.00 น. รายงานจาก สมาคมค้าทองคำ ประกาศราคาทอง -200 บาท ทำให้ทองคำแท่งรับซื้อที่บาทละ 70,000 บาทต่อบาททองคำ ขายออกบาทละ 70,200 บาทต่อบาททองคำ ขณะที่ราคาทองคำรูปพรรณ รับซื้อบาท 68,599 บาทต่อบาททองคำ และขายออกบาทละ 71,000 บาทต่อบาททองคำ
บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์แม่ทองสุก จำกัด (MTS Gold) สรุปภาพรวมตลาดทองคำ โดยสัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 1 สัปดาห์ในวันศุกร์ (15 พ.ค.) หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ความกังวลด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจากสงครามอิหร่านยิ่งหนุนคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนมิ.ย. ลดลง 123.40 ดอลลาร์ หรือ -2.63% ปิดที่ 4,561.90 ดอลลาร์/ออนซ์ และปิดลดลง 3.81% ในรอบสัปดาห์นี้
ราคาทองคำตลาดโลก ปิดปรับตัวลดลง -114.0 เหรียญ หรือ -2.45% มาอยู่ที่ระดับ 4,540.0 เหรียญ ขณะที่ราคาปัจจุบันอยู่ที่บริเวณ 4,496.0 เหรียญ
ราคา Silver ปิดปรับตัวลดลง -7.53 เหรียญ หรือ -9.02% มาอยู่ที่ระดับ 75.99 เหรียญ ขณะที่ราคาปัจจุบันอยู่ที่บริเวณ 73.91 เหรียญ
กองทุนทองคำ SPDR วันก่อนหน้าขายออก 2.57 ตัน ปัจจุบันถือครองที่ 1,037.42 ตัน ภาพรวมเดือนพฤษภาคมขายออก 1.76 ตัน | ขณะที่ปีนี้ ตั้งแต่ 1 ม.ค. – ปัจจุบัน ขายสุทธิ 34.56 ตัน
เปิดตลาดเช้าวันจันทร์ ราคาทองคำปรับตัวลงหลุดระดับ 4,500 เหรียญและทำจุดต่ำสุดใหม่บริเวณ 4,480 เหรียญ หลังร่วงลงเกือบ 4% ในสัปดาห์ก่อนหน้า แรงกดดันหลักมาจากเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่สูงกว่าคาด ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า รวมถึงราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังเพิ่มขึ้น หลังมีการโจมตีต่อเนื่องในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอ่าวเปอร์เซียตกเป็นเป้าหมาย ซึ่งยังเป็นปัจจัยกดดันต่อตลาดทองคำ
ผลสำรวจ Kitco News ล่าสุดสะท้อนว่า Wall Street เริ่มมองลบต่อทองคำระยะสั้น หลังราคาหลุดหลายแนวรับสำคัญ จากแรงกดดันของ Bond Yield ที่พุ่งขึ้น ดอลลาร์แข็งค่า และความผิดหวังที่การเจรจา Trump–Xi ยังไม่มีความคืบหน้าชัดเจนเรื่องอิหร่าน โดยนักวิเคราะห์ 77% คาดว่าราคาทองคำจะปรับตัวลงในสัปดาห์นี้ (18-22 พ.ค.) ขณะที่ 15% มองว่าราคาจะปรับขึ้น และอีก 8% คาดว่าราคาจะเคลื่อนไหวทรงตัว
ขณะที่ข่าวความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ ฯ และอิหร่าน ล่าสุด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ระบุว่า อิหร่านไม่มีความไว้วางใจต่อสหรัฐฯ และจะเจรจาเฉพาะกรณีที่สหรัฐฯ แสดงความจริงใจ พร้อมย้ำว่า อิหร่านพร้อมกลับไปสู้รบ แต่ก็พร้อมสำหรับแนวทางทางการทูตเช่นกัน
ด้านประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า เขาเริ่มหมดความอดทนต่ออิหร่าน และได้เห็นพ้องกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนว่า อิหร่านไม่ควรมีอาวุธนิวเคลียร์ และต้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและ LNG ราวหนึ่งในห้าของโลก จึงเป็นจุดสำคัญต่อเสถียรภาพพลังงานโลก
Reuters รายงาน (17 พ.ค.) ว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ถูกโจมตีUAE และกำลังสืบสวนแหล่งที่มาของโดรนโจมตีโรงไฟฟ้าดังกล่าว ขณะเดียวกัน ซาอุดีอาระเบียสกัดโดรน 3 ลำที่รุกล้ำจากน่านฟ้าอิรัก และเตือนพร้อมใช้มาตรการตอบโต้ เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านยังเปราะบาง ขณะที่ทรัมป์เตือนว่าอิหร่านต้องเร่งดำเนินการก่อน “เวลาเหลือน้อยลง”
สำนักข่าว Axios รายงานว่าคาดว่าทรัมป์จะพบกับที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติระดับสูงในวันอังคาร เพื่อหารือเกี่ยวกับทางเลือกในการใช้ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน
CNN รายงาน (17 พ.ค.) อิหร่านอาจเรียกเก็บ ค่าธรรมเนียมจากสายเคเบิลอินเทอร์เน็ตใต้น้ำใต้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลยุโรป เอเชีย และอ่าวเปอร์เซีย แม้ยังไม่ชัดว่าจะบังคับใช้ได้จริงหรือไม่ แต่ถือเป็นสัญญาณว่าอิหร่านอาจใช้ฮอร์มุซกดดันเศรษฐกิจโลกมากขึ้น
สื่อรัฐบาลรัสเซียรายงาน (17 พ.ค.) ว่า ยูเครนส่งโดรนกว่า 500 ลำโจมตีรัสเซียในชั่วข้ามคืน ถือเป็นการโจมตีมอสโกครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่าหนึ่งปี โดยการโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังรัสเซียถล่มกรุงเคียฟอย่างหนักเมื่อต้นสัปดาห์
ด้านการค้า ทำเนียบขาวระบุว่า จีนตกลงซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ อย่างน้อยปีละ 17,000 ล้านดอลลาร์ จนถึงปี 2028 เป็นเวลา 3 ปี หลังการประชุม Trump–Xi อย่างไรก็ตาม ฝั่งจีนยังไม่ยืนยันตัวเลขดังกล่าวชัดเจน โดยระบุเพียงว่าทั้งสองประเทศจะร่วมกันลดภาษีสินค้าบางรายการ และยังอยู่ระหว่างเจรจารายละเอียดเพิ่มเติม
