มหาวิปโยคน้ำท่วมใต้ บ้านจมบาดาลหนัก เศรษฐกิจพังครึ่งล้านล้าน

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

28 ธันวาคม 2568

มหาวิปโยคน้ำท่วมใต้ บ้านจมบาดาลหนัก เศรษฐกิจพังครึ่งล้านล้าน

จากเหตุการณ์มหาวิปโยค “อุทกภัย” 12 จังหวัดใน “ภาคใต้” แต่ที่จมน้ำหนักสุดใน 3 จังหวัด คือ สงขลา นครศรีธรรมราช และสตูล โดยเฉพาะที่อำเภอหาดใหญ่ และบริเวณโดยรอบทะเลสาบสงขลา มีความเสียหาย 100% ภัยพิบัติร้ายนี้สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือน ทรัพย์สิน เลวร้ายที่สุดคือ คร่าชีวิตประชาชน ล่าสุดสุดตัวเลข ณ วันที่ 4 ธันวาคม 2568 ผู้เสียชีวิต 145 ราย อีกทั้งยังสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจไปมากกว่า 500,000 ล้านบาท

ซึ่งความสูญเสียครั้งนี้รุนแรงมากจนถึงขั้นจารึกว่าเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความเดือดร้อนรองจาก “เหตุการณ์พายุแหลมตะลุมพุก” ปี 2505 เกิดที่จังหวัดนครศรีธรรมราช มีผู้เสียชีวิตกว่า 900 ราย ขณะที่ “พายุเกย์” ปี 2532 เกิดที่จังหวัดชุมพร เสียชีวิต 500 ราย มูลค่าความเสียหาย 12,000 ล้านบาท

แต่น้ำท่วมในปี 2568 เกิดความเสียหายหนักกว่า 2 เหตุการณ์ที่ผ่านมา โดยกระทรวงการคลังประเมินผลต่อเศรษฐกิจอยู่ที่ 500,000 ล้านบาท เนื่องจาก 3 จังหวัดที่เกิดน้ำท่วมสูงเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ หรือพื้นที่เศรษฐกิจ ที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ ทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงมาก

“ทีมเศรษฐกิจ อีจัน” ได้รวบรวมมาตรการของภาครัฐบาล และเอกชน ที่ออกมาซับน้ำตาให้กับพี่น้องประชาชน “ภาคใต้” ที่ได้รับผลกระทบครั้งนี้ พร้อมทั้งเสนอให้รัฐบาลเตรียมเม็ดเงินก้อนใหญ่ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังจากน้ำลดลง เพื่อช่วยเหลือ และบรรเทาความเดือดร้อน ท่ามกลางวิกฤตินี้ไปให้ได้

เช่น การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) มอบให้ผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) ตั้งแต่ 2,000,000 – 3,000,000 ล้านบาทต่อราย โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันเพิ่มเติม เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ “คนที่เคยรวยกลายเป็นคนจน” ส่วน “คนฐานะปานกลาง หรือรากหญ้า กลายเป็นคนไร้ที่อยู่อาศัย”

ดังนั้น มาตรการเยียวยาที่รัฐบาลดำเนินการต้องเห็นผลที่ยิ่งใหญ่ หากเทียบกับผลกระทบที่เกิดขึ้น ล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) ออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ “ภาคใต้” กรณี “น้ำท่วมใหญ่” โดยได้รวบรวมมาตรการที่แบ่งเป็น 4 มาตรการ ดังนี้

เริ่มจาก “มาตรการด้านการเงิน” โดยสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2568 และได้ขยายเป็นวงกว้างครอบคลุม 12 จังหวัด ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี กระบี่ นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี นราธิวาส และยะลา

1. โครงการช่วยเหลือ พักเงินต้น ยกดอกเบี้ย ลดภาระการชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) โดยลูกหนี้ได้รับการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 12 เดือน โดย SFIs ยกเว้นการคิดดอกเบี้ยในช่วงเวลาการพักชำระหนี้ (คิดดอกเบี้ย 0% ต่อปี) และให้ความช่วยเหลือรายละไม่เกิน 1,000,000 บาทต่อ SFIs โดยลูกหนี้ยื่นคำขอเข้าร่วมโครงการภายในวันที่ 31 มกราคม 2569

2. โครงการสินเชื่อ โดย SFIs สนับสนุนวงเงินสินเชื่อต่อรายไม่เกิน 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี เป็นระยะเวลา 1 ปี เพื่อเพิ่มสภาพคล่องฉุกเฉินในการดำรงชีพ การประกอบอาชีพ หรือใช้เป็นเงินทุนในการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหรือสถานประกอบการ สามารถยื่นคำขอเข้าร่วมโครงการภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569

3. โครงการสินเชื่อเพื่อฟื้นฟู สถาบันการเงินสนับสนุนสินเชื่อวงเงินต่อรายไม่เกิน 1,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี เป็นระยะเวลา 1 ปี เพื่อให้ผู้ประสบอุทกภัยมีเงินทุน เพื่อต่อเติม หรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัย หรือซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับที่อยู่อาศัย หรือฟื้นฟูการประกอบอาชีพ สามารถยื่นคำขอเข้าร่วมโครงการภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2569

สำหรับลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ และผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-bank) ที่ประสบอุทกภัย โดย กระทรวงการคลังประสานธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคารไทย เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมและสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสอดคล้องกับแนวทางการให้ความช่วยเหลือของ SFIs โดยเร็วต่อไป

มาตรการ 2 “การเพิ่มเงินในกระเป๋า” ดังนี้

1.เงินเยียวยาประชาชนครัวเรือนละ 9,000 บาท ให้กับครัวเรือนที่เข้าคุณสมบัติ และเกณฑ์ที่ถูกตั้งได้รับผลกระทบ ซึ่งทางกระทรวงมหาดไทยได้เตรียมระบบไว้เรียบร้อยแล้ว 

2.กระทรวงการคลังได้ขยายเงินทดลองเพื่อให้เอามาใช้จ่ายจังหวัดละ 100 ล้านบาท และจะมีการผ่อนเกณฑ์ในการเบิกจ่ายในระเบียบต่างๆให้สามารถใช้ในกรณีฉุกเฉินเพื่อมาช่วยประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือ

3.ประชาชนที่ทรัพย์สินเสียหาย ทางคณะกรรมการกำกับส่งเสริมธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จะจ่ายให้ไม่เกิน 20,000 บาท สำหรับที่อยู่อาศัย / ร้านค้า 30,000 บาท (มีประกัน) / รถยนต์ ถ่ายรูปมาเคลมได้เร็วขึ้น จากการถ่ายรูปรถคู่กับทะเบียนและระดับน้ำที่ท่วม    

4. สำหรับแรงงาน กรณีเงินนำส่งประกันสังคม จะขยายให้ทั้งหมด ส่วนลูกจ้าง จะมีการจ่ายเงินทดแทนกรณีว่างงาน 50% ของค่าจ้าง สูงสุดไม่เกิน 180 วัน ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานจะมีสินเชื่อให้ผู้ประกอบการ เพื่อส่งเสริมการจ้างงาน โดยมีลูกจ้างไม่เกิน 200 คน กู้ได้ไม่เกิน 15 ล้านบาท

มาตรการ 3 “ลดภาระค่าใช้จ่าย” โดยกระทรวงการคลัง จะมีการขยายการจ่ายค่าภาษีและค่าธรรมเนียมทั้งหมด ซึ่งจะลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ประสบภัยตามความต้องการของผู้ประกอบการ ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับการซ่อมแซมสินทรัพย์ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท และ ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากรณีซ่อมแซมรถยนต์ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 30,000 บาท

สำหรับผู้ประกอบการที่มีค่าใช้จ่ายซ่อมแซมทรัพย์สิน สามารถหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่บริจาคช่วยผู้ประสบภัย องค์กรสาธารณกุศลต่างๆ ก็สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้

นอกจากนี้ มาตรการของ กระทรวงพาณิชย์ จะช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟูผู้ประสบภัยภาคใต้ ทั้งการลดราคาสินค้าจำเป็น โดยเฉพาะอุปกรณ์ทำความสะอาด วัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยจะจัดงานธงฟ้า ลดสูงสุด 80% รวมถึงการส่งเสริมอาชีพ โดยนำผู้ประกอบการแฟรนไชส์ต่างๆ ลงพื้นที่เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสมัครเพื่อสร้างอาชีพใหม่

มาตรการ 4 “การฟื้นฟูระยะยาว” จะมีการตั้งคณะทำงานถอดบทเรียนภัยพิบัติ เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำทั้งระยะสั้นและระยะยาว ขณะที่ กระทรวงการต่างประเทศ จะมีการประสานร่วมมือกับประเทศที่มีประสบการณ์ เช่น ญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาระบบป้องกันอุทกภัยของไทย ส่วนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะเตรียมแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยวและให้หน่วยงานราชการจัดสัมมนาในพื้นที่ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มขึ้น

สำหรับมาตรการที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยถึง “ชีวิต” รัฐบาลจ่ายค่าปลงศพ รายละ 2,000,000 บาท แบ่งเป็น 1,000,000 บาท จากกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัย สำนักนายกรัฐมนตรี และอีก 1,000,000 บาท จากงบกลาง นอกจากนี้ ครม. ยังมีมติสนับสนุนงบกลางให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา วงเงินรวม 530 ล้านบาท เพื่อใช้ในการฟื้นฟูสภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่อย่างเร่งด่วน

ล่าสุด ความช่วยเหลือด้านค่าไฟฟ้า ผู้ใช้ไฟฟ้าที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลา ที่ได้ประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ จะได้รับการยกเว้นการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าประจำเดือนพฤศจิกายน 2568 ในประเภทบ้านอยู่อาศัย ซึ่งมีจำนวนผู้ได้รับผลกระทบ 451,211 ราย คิดเป็นค่าไฟฟ้า 420 ล้านบาท (รวม Ft และ VAT) โดยค่าไฟฟ้าต่อเดือนจะใช้จากเงินรายได้ของ กฟภ. เอง

@ เสียงเรียกร้องจากพี่น้อง “ประสบภัย”

“ป้าแนม” เจ้าของร้านของชำ

“ป้าแนม” หนึ่งในผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ วันนี้ร้านขายของชำของป้าเหลือเพียงเศษซากให้ดูต่างหน้า ความเสียหาย 25 ปีกับร้านขายของชำเล็กๆ แห่งนี้ “ป้าแนม” เล่าให้ฟังว่า ร้านขายของชำที่ป้าสร้างมาเกือบทั้งชีวิต เปิดครั้งแรกเมื่อปี 2543 เริ่มจากลงทุนเล็กน้อย และค่อยๆ สะสมเงิน ต่อทุนมาเรื่อยๆ แถวนี้มีแค่ร้านป้าร้านเดียว ขายดีจนยึดเป็นอาชีพหลัก

“วันนี้ไม่คิดเลยว่าต้องกลับไปจุดเริ่มต้น และค่อยๆ สร้างมันอีกครั้ง น้ำท่วมหาดใหญ่แค่วันเดียว ของขายในร้านเสียหายหมด 25 ปีที่สร้างมา หายไปกับตา”

ถึงจะเป็นแค่ร้านเล็กๆ แต่ป้าก็รัก ตั้งใจดูแลร้านนี้อย่างดี ป้าแนมคุยไป พลางชี้ให้ดู “นั่นตู้แช่พังแล้ว อันนี้ของขาย จมน้ำขายไม่ได้แล้ว จากนี้ก็คงท้อไม่ได้ เดี๋ยวค่อยๆ เริ่มใหม่ สร้างทีละเล็กละน้อยแล้วกัน” แม้ภายนอกจะดูเข้มแข็ง แต่จริงๆ คงเสียใจอยู่ไม่น้อย

คุณญา” เจ้าของร้านน้องญา แฟชั่น หาดใหญ่ 

คุณญา” เจ้าของร้านน้องญา แฟชั่น หาดใหญ่  ได้เล่าให้ทีมอีจัน ทั้งน้ำตาว่าในวันน้ำท่วม ทางเทศบาลหาดใหญ่แจ้งเตือนว่าเอาอยู่ๆ เลยไม่ได้เก็บเสื้อผ้าขึ้นที่สูง จนกระทั่งเวลาต่อมาเทศบาลประกาศธงแดง น้ำท่วมมิดร้าน เสื้อผ้าที่ซื้อมาเตรียมขาย วันคริสต์มาส วันปีใหม่ จมน้ำหมดเลย จนน้ำแห้งรีบกลับมาดูร้าน แทบล้มทั้งยืน เงินลงทุนเป็นล้าน หายไปหมดแล้ว

“เปิดร้านมา 10 ปี เจอน้ำท่วมครั้งนี้ ไปต่อไม่ไหว ตอนนี้ตัดสินใจปิดกิจการ และจะนำเสื้อผ้า ที่จมน้ำเปื้อนโคลน มาขายขาดทุน ตัวละ 50 บาททั้งร้าน จากราคาเต็ม 200 – 300 บาท ส่วนเงินเยียวยาจากรัฐบาลที่จ่ายให้ครอบครัวละ 9,000 บาท ไม่เพียงพอกับความเสียหาย”

คุณป้าพร” ร้านนวดคนตาบอด

คุณป้าพร” ร้านนวดคนตาบอด เล่าว่า น้ำพัดของใช้ลอยไปกับน้ำหมด ส่วนเตียงนวดก็พัง หลังน้ำท่วมไม่มีลูกค้า ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าบ้าน เพราะการนวดคือรายได้ทางเดียว (ไม่รวมเงินพิการและสูงอายุแต่ถึงรวมก็ไม่พอค่าเช่า ค่าเช่าบ้านประมาณ 6000 บาท) จากรายได้เดือนละ 10,000-1,2000 ตอนนี้แทบไม่มีค่าข้าว แล้วไม่มีญาติมีแต่เพื่อนบ้านที่คอยช่วยเหลือ สู้เพียงลำพัง แถมป่วยหลายโรค

“ป้าไม่ค่อยเรียกร้องอะไรแค่อยากให้มีลูกค้าเพิ่มแต่เศรษฐกิจแบบนี้ต้องทำใจ ปลาไม่ยึดติดกับสิ่งของ แกพูดแนวธรรมะทุกอย่างไม่ใช่ของเราแม้กระทั่งตัวเราเองสิ่งของก็ไม่ใช่ของเรามีก็ได้ไม่มีก็ไม่ได้เพราะใช้ชีวิตรอวันตาย”

คุณฐณวัฒน์”  เจ้าร้านสมอทองสามชัย หาดใหญ่

คุณฐณวัฒน์”  เจ้าร้านสมอทองสามชัย หาดใหญ่ ที่ขายเครื่องเขียน อุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียน  ให้สัมภาษณ์ สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้รุนแรงกว่าปี 2553  แม้ร้านค้าจะมีการเตรียมพร้อมจากประสบการณ์เดิม ด้วยการยกทรัพย์สินขึ้นที่สูงระดับเอว แต่ระดับน้ำกลับเพิ่มสูงเกินคาด ขนาดผมสูง  170–180 เซนติเมตร หน้ำยังท่วมมิดศีรษะ ส่งผลให้สินค้าและทรัพย์สินเสียหายเกือบทั้งหมด สร้างผลกระทบหลายสิบล้าน

ส่วนมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ของธนาคารที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ   ผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จริง เพราะเมื่อประสานไปยังธนาคารในพื้นที่ มักได้รับคำตอบว่า โดยอ้างว่ายังอยู่ระหว่างรอแนวทาง หรือรอการประชุมทำให้การช่วยเหลือล่าช้า ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

“ในช่วงที่ประเทศอยู่ในภาวะการเมืองอยู่ในช่วงของรัฐบาลรักษาการ หลังยุบาภาพ ผู้ประกอบการมองว่าการบริหารจัดการขาดเอกภาพ ส่งผลให้ประชาชนต้องพึ่งพาตนเองเป็นหลัก โดยเงินเยียวยาเบื้องต้นที่ได้รับเพียง 9,000 บาท ไม่เพียงพอต่อการฟื้นฟูกิจการหรือการดำรงชีพ อยากให้รัฐออกมาตรการอะไรเพิ่มเติม”