“เอกชน” ขอคัดค้านแก้ร่าง พ.ร.บ.แรงงานฉบับใหม่ ชี้ควรฟังความเห็น “นายจ้าง”

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

20 ตุลาคม 2568

“เอกชน” ขอคัดค้านแก้ร่าง พ.ร.บ.แรงงานฉบับใหม่ ชี้ควรฟังความเห็น “นายจ้าง”

วันนี้ (20 ต.ค.68) ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย คณะกรรมการแรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน คณะกรรมการแรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้เข้าพบหารือร่วมกับ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน ณ ห้องประชุมกระทรวงแรงงาน

ดร.พจน์ กล่าวว่า หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยคณะกรรมการแรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงานหอการค้าจังหวัด และสมาคมการค้าต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมแก้ไขปัญหาแรงงานของประเทศไทยมาโดยตลอดร่วมกับรัฐบาลและกระทรวงแรงงาน

ตลอดระยะเวลามากกว่า 15 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่ากระทรวงแรงงาน ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาได้ให้ความร่วมมือและรับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชนโดยเฉพาะหอการค้าไทย เพื่อร่วมแก้ไขและมีนโยบายที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ถึงแม้ปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ยังคงมีความผันผวนและเปราะบาง

อันเป็นผลมาจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้าระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศและภาคธุรกิจให้ต้องเผชิญกับความท้าทายหลากหลายประการอย่างที่รับทราบกันในปัจจุบัน นั้น

อย่างไรก็ดี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (คุณตรีนุช เทียนทอง) ได้แถลงนโยบาย 5 ด้าน เพื่อขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงแรงงาน ได้แก่ การแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานจากการสู้รบไทย-กัมพูชา , การพัฒนา Up Skill & Re Skill แรงงานไทยให้ก้าวทันเทคโนโลยี , การส่งเสริมสวัสดิการแรงงาน , การสร้างโอกาสให้แรงงานไทยมีงานทำในต่างประเทศ และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี

ดังนั้น หอการค้าไทย จึงได้จัดทำข้อเสนอ Quick Big Win นโยบายด้านแรงงานของประเทศไทย ที่ภาคเอกชนอยากจะเห็นผลสำเร็จเร่งด่วนใน 4 เดือน เพื่อเสนอให้กระทรวงแรงงานพิจารณาแก้ไขปัญหา และกำหนดนโยบายด้านแรงงานไปสู่แนวทางการปฏิบัติได้ในทุกมิติและเกิดประโยชน์ต่อมวลรวมของประเทศชาติ ดังนี้

1.คัดค้านการแก้ไข ร่าง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. โดยเห็นควรให้ภาคเอกชน สมาคมนายจ้าง ได้แสดงความคิดเห็นอย่างรอบด้านและเป็นธรรมทั้งฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้าง รวมทั้งไม่ให้ส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน บรรยากาศการลงทุน และภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ซึ่งกระทรวงแรงงานจะเป็นหน่วยงานประสานงานกลางระหว่างหอการค้าไทย ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเสนอความคิดเห็นกับคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว

2.นโยบายการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำประจำปีเสนอให้การปรับอัตราค่าจ้างเป็นไปตามมาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และแนวทางขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) โดยใช้กลไกคณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) ที่พิจารณาจากข้อเท็จจริงด้านค่าครองชีพ ต้นทุนการผลิต ผลิตภาพแรงงาน และสภาพเศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้เกิดความสมดุลและเป็นธรรม ทั้งต่อนายจ้างและลูกจ้าง โดยกระทรวงแรงงาน จะรับข้อเสนอของหอการค้าไทยไปดำเนินการพร้อมเสนอต่อคณะกรรมการไตรภาคีค่าจ้างขั้นต่ำ

3.เร่งรัดการการทบทวนหลักเกณฑ์การวางหลักประกันในการนำเข้าแรงงานต่างด้าว โดยเสนอให้ทบทวนและกลับไปใช้กฎกระทรวงการขอใบอนุญาต การออกใบอนุญาต การต่ออายุใบอนุญาต และการกำหนดหลักประกันในการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ พ.ศ. 2559 ข้อ 22 เพื่อเป็นการช่วยลดภาระต้นทุนให้กับสถานประกอบการในการจ้างแรงงานต่างด้าวในปัจจุบัน

4.การสนับสนุนนโยบายการยกระดับทักษะแรงงาน (Up-skill & Re-skill) โดยจัดตั้งความร่วมมือ “รัฐ–เอกชน–สถาบันการศึกษา” เพื่อยกระดับทักษะแรงงานให้ตรงความต้องการของอุตสาหกรรม โดยเน้น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มเด็กจบใหม่ 2.กลุ่มคนทำงาน และ 3. กลุ่มเปราะบาง อาทิ คนพิการ ผู้สูงอายุ ซึ่งจะสอดรับกับมาตรของคณะนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลผ่านมาตรการคนละครึ่งพลัส

ตลอดจนขยายอัตราค่าจ้างตามทักษะฝีมือแรงงาน (Pay by Skills) ตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน และให้ความสำคัญกับการ Up-Skill & Re-Skill, Multi-Skill และ New Skill เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะฝีมือให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Labor Productivity) สามารถลดต้นทุนและสร้างความสามารถในการแข่งขัน เป็นต้น

5.การบริหารจัดการและลดขั้นตอนการทำงานของคนต่างด้าว (กลุ่ม Skill-Labor &Un-Skill Labor) โดยจัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จด้านแรงงาน (OSS) เพื่ออำนวยความสะดวกด้าน VISA & Work Permit ให้กับนักลงทุนต่างประเทศ และตอบข้อสงสัยด้านกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยมีหน่วยงาน อาทิ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง , สำนักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) , กรมการค้าต่างประเทศ ฯลฯ เป็นต้น ตลอดจน ลดค่าใช้จ่ายและขั้นตอนการนำเข้าแรงงานต่างด้าวในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น

6.จัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านแรงงาน (กรอ.แรงงาน) เพื่อเป็นกลไกกลางบูรณาการข้อเสนอและนโยบายแรงงานระหว่างภาครัฐกับเอกชน ให้สามารถขับเคลื่อนและเห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 4 เดือน

ดร.พจน์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้รับข้อเสนอ Quick Big Win ของหอการค้าไทย ทั้ง 6 ข้อเสนอมาบูรณาการร่วมกับนโยบายของกระทรวงแรงงาน พร้อมทั้งเห็นชอบการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและภาคเอกชน ด้านแรงงาน (กรอ.รง) โดยมอบหมายปลัดกระทรวงแรงงานเป็นผู้ดำเนินการเพื่อหารือรายละเอียดข้อเสนอร่วมกับหน่วยงานต่างๆ อย่างเร่งด่วนและขับเคลื่อนสู่เป้าหมายเดียวกัน

ซึ่งเชื่อมั่นว่าหากดำเนินการตามข้อเสนอจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการแรงงานของประเทศ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจ และยังสร้างความมั่นคงด้านแรงงานไทยในระยะยาว เพื่อให้แรงงานไทย “มีงานดีมีทักษะ มีหลักประกันสวัสดิการ” และเติบโตได้อย่างมั่นคงในอนาคต