‘เอกนิติ’ ชี้กู้ 4 แสนล้าน  ใช้อัดงบฯ “คนละครึ่ง”  ลุ้นลงทะเบียน 25 พ.ค. 69

“เอกนิติ” โต้ฝ่ายค้าน กู้เงิน 4 แสนล้าน รับวิกฤตปากท้องหนัก เปรียบเศรษฐกิจเหมือนคนป่วย เร่งเยียวยา-เปลี่ยนผ่านพลังงาน ยืนยันคนละครึ่งพลัส เปิดลงทะเบียน 25 พ.ค. 69 เริ่มใช้สิทธิ 1 มิ.ย. 69

วันนี้ (14 พ.ค. 69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยถึงฝ่ายค้านคัดค้านการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ วงเงิน 400,000 ล้านบาท ว่า เดิมทีวันนี้ (14 พ.ค. 69) จะมีการชี้แจงในสภา แต่เนื่องจากฝ่ายค้านได้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญคัดค้านการออก พ.ร.ก. กู้เงิน ทำให้สภาเลื่อนพิจารณาออกไปก่อนจนกว่าสภาจะพิจารณา

อย่างไรก็ตาม ขอชี้แจงประเด็นดังกล่าวว่า แม้ตัวเลขจีดีพี ในปัจจุบันจะยังไม่ติดลบเหมือนวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 หรือปี 2552 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ แต่สถานการณ์ปัจจุบันคือ “วิกฤตปากท้องและค่าครองชีพ” ที่มาเป็นระลอก 

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง

โดยเริ่มจากผลกระทบของสงครามที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนการผลิต จนนำไปสู่สภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดอยู่ที่ 2.9% และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นอีกในเดือนหน้า หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปโดยไม่แก้ไข จะนำไปสู่วิกฤตการเลิกจ้างและเศรษฐกิจหดตัวในที่สุด เนื่องจากธุรกิจขนาดเล็กไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นได้

สำหรับหัวใจสำคัญของ พ.ร.ก. ฉบับนี้คือการนำเงินกู้ไปใช้ใน 2 วัตถุประสงค์หลักคือ การเยียวยาและการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) โดยกระทรวงการคลังมองว่าต้นเหตุของวิกฤตค่าครองชีพคือการนำเข้าพลังงานราคาแพง ดังนั้น ต้องเร่งสนับสนุนให้ประชาชนและภาคขนส่งเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อลดค่าไฟ หรือการเปลี่ยนรถขนส่งให้ใช้พลังงานทางเลือก (B20) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนอย่างยั่งยืน

“หลายคนมองว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วน แต่เรามองว่าวิกฤตครั้งนี้เหมือนกับอาการป่วย ยาที่ออกฤทธิ์ช้า ยิ่งต้องกินให้เร็ว   ฉะนั้น จึงเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน เพราะการเปลี่ยนผ่านพลังงานอาจเห็นผลในระยะยาว แต่ต้องเริ่มทำทันที ในขณะที่คนไทยยังป่วยอยู่ จะรอไปถึงงบประมาณปี 2570 ไม่ได้ เพราะประชาชนอาจจะไม่ไหวเสียก่อน“

นายเอกนิติ กล่าวว่า กรณีที่ฝ่ายค้านตั้งคำถามถึงการใช้งบประมาณปกติหรือการลดภาษีสรรพสามิต เพื่อพยุงราคาน้ำมันนั้น ขณะนี้เพดานการกู้เงินภายใต้การขาดดุลงบประมาณ ประจำปีงบ 2569 นั้นเต็มแล้ว ไม่สามารถตั้งงบขาดดุลเพิ่มได้อีก ขณะที่งบประมาณเหลือจ่ายจากการเบิกจ่ายของหน่วยงานต่างๆ ที่เตรียมออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณก็เหลือเพียงประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ส่วนประเด็นการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันนั้น จากประสบการณ์ที่เคยเป็นอธิบดีกรมสรรพสามิต ขณะนั้นวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนที่ผ่านมา พบว่า การลดภาษีทำให้รัฐเสียรายได้ถึง 1.8 แสนล้านบาท แต่กลับเป็นการช่วยแบบไม่เลือกกลุ่ม ซึ่งรวมถึงผู้ที่มีกำลังซื้อสูง เช่น ผู้ขับรถหรู รัฐบาลจึงเลือกใช้วิธีการกู้เงินเพื่อนำมาช่วยเหลือแบบ เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย โดยจะเน้นไปยังกลุ่มเปาะบางและผู้ประกอบการรายย่อยที่เดือดร้อนจริง ซึ่งจะมีประสิทธิภาพมากกว่า

“วันนี้เราป่วย เราเห็นแล้วว่าจะมีขั้นที่ 1-4  ซึ่งหากเป็นมะเร็งขั้นที่ 1-3 จะต้องตัดวงจร ยาบางชนิดจะช่วยเปลี่ยนผ่านเพื่อให้คนไทยแข็งแรงขึ้น ซึ่งยาออกฤทธิ์ยาว ที่เลือกใช้วิธีนี้ และไม่ช่วยผ่านภาษีสรรพสามิต เพราะได้พิสูจน์แล้วว่าช่วยไม่ดีเท่าการเจาะกลุ่ม และไม่ได้ช่วยให้เขาเปลี่ยนผ่านและกลับมาแข็งแรงได้ ซึ่งการเปลี่ยนผ่านเปรียบเสมือนการเติมวิตามิน”

นายเอกนิติ กล่าวว่า ในส่วนของมาตรการเยียวยา จะมีโครงการไทยช่วยไทยพลัส เป็นหนึ่งในโครงการแรกที่คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้พิจารณา เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 19 พ.ค. 2569 เพื่อบรรเทาค่าครองชีพประชาชน ให้สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 1 มิ.ย. 2569  คาดว่าระยะเวลา 2+2 เดือน

ทั้งนี้ จะเน้นช่วยแม่ค้าตลาดสดและร้านค้าขนาดเล็กที่ขาดสภาพคล่อง โดยจะนำระบบ AI และความร่วมมือกับธนาคารออมสินเข้ามาช่วยให้คนตัวเล็กสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ง่ายขึ้น เพื่อดึงออกจากวงจรหนี้นอกระบบ

“คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะมีการนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า  และเริ่มเปิดลงทะเบียนได้ในช่วงวันที่ 25 พ.ค. 2569 ตามแผนที่วางไว้ โดยกระทรวงการคลังยืนยันว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ไม่ใช่การตีเช็คเปล่า แต่มีวัตถุประสงค์และกลไกการตรวจสอบที่ชัดเจนเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ” นายเอกนิติ