“ซีอีโอ กสิกรไทย” ห่วงหนี้ครัวเรือนพุ่ง กระตุกปล่อยกู้ชะงัก
ต้นกุมภาฯ อีจัน
11 มกราคม 2568

วันนี้ (11 ม.ค.68) นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เปิดเผยว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนชองไทยอยู่ระดับสูง ปัจจุบันอยู่ที่ 89-90% มองว่าระดับที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ 60-70% สอดคล้องกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องการให้หนี้ครัวเรือนอยู่ระดับ 80%
“มองว่าเป็นเรื่องยากที่กดตัวหนี้ครัวเรือนลงได้ ซึ่งสิ่งที่จะทำให้หนี้ลดลงได้ อาจจะต้องไปเพิ่มการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ให้มีการเติบโตมากยิ่งขึ้น เพื่อสะท้อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ”นางสาวขัตติยากล่าว

อย่างไรก็ตาม หนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นของทุกประเทศทั่วโลก แต่การกู้สินเชื่อของต่างประเทศ ส่วนใหญ่เป็นการกู้มาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ประเทศไทยกู้มาเพื่อใช้จ่ายสินค้าอุปโภค-บริโภคเป็นส่วนใหญ่
สะท้อนจากประเทศที่มีสัดส่วนการกู้สินเชื่อ 5 อันดับแรก 1.สิงคโปร์ มีสัดส่วนการกู้สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ อยู่ที่ 74% สินเชื่อเพื่อการบริโภคอื่นๆ อยู่ที่ 26% 2.อินเดีย สัดส่วนการกู้สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ 53% สินเชื่อเพื่อการบริโภคอื่นๆ 47% 3.บรูไน สัดส่วนการกู้สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ 52% สินเชื่อเพื่อการบริโภคอื่นๆ 48%
4.มาเลเซีย สัดส่วนการกู้สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ 52% สินเชื่อเพื่อการบริโภคอื่นๆ อยู่ที่ 48% และ 5.จีน สัดส่วนการกู้สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ 46% สินเชื่อเพื่อการบริโภคอื่นๆ 54%
“ขณะที่ไทย มีสัดส่วนการกู้สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ 34% สินเชื่อเพื่อการบริโภคอื่นๆ อยู่ที่ 66% หากดูข้อมูลไส้ในพบ 17.6% กู้สินเชื่อเพื่อประกอบธุรกิจ 10.6% สินเชื่อเพื่อยานพาหนะ 27.9% กู้เพื่อการบริโภคทั่วไป และ 5.6% หนี้อื่นๆ”นางสาวขัตติยากล่าว

นางสาวขัตติยากล่าวว่า จากปัญหาหนี้ครัวเรือนอาจเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความกังวลเรื่องหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ที่ผ่านมา ธนาคารต้องการช่วยคนตัวเล็กให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยเข้าร่วมแคมเปญผ่านแชลเลนเจอร์แบงก์ ซึ่งผลที่พบคือลูกค้าสร้างข้อมูลเท็จ เพื่อกู้สินเชื่อ
ดังนั้น ธนาคารต้องเบรกโครงการนี้ไว้ก่อน และต้องกลับมาพิจารณาเรื่องข้อมูลลูกค้ามากขึ้น เช่น พิจารณาข้อมูลลูกค้าย้อนหลัง 6 เดือน หรือ 1 ปี อาจจะยังไม่เพียงพอ ต้องดูข้อมูลย้อนหลังเพิ่มมากขึ้น
ส่งผลให้การปล่อยสินเชื่อธนาคารปี 2568 จะเน้นปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าเดิมมากกว่าจะปล่อยให้กับลูกค้าใหม่ โดยพอร์ตธนาคารปัจจุบันมีลูกค้าอยู่ราว 80% แบ่งเป็นสินเชื่อรายใหญ่อยู่ที่ 39% เพิ่มขึ้นจาก 30% ธุรกิจเอสเอ็มอี 27% และธุรกิจรายย่อย 28%

“อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังระวังการปล่อยสินเชื่อทุกพอร์ต โดยจะติดตามและมอร์มอนิเตอร์ลูกค้าใกล้ชิด หากพบมีสัญญาณเริ่มไม่ดี จะต้องติดต่อลูกค้า เพื่อให้ความช่วยเหลือเร็วขึ้น”นางสาวขัตติยากล่าว
ขณะเดียวกัน มาตรการ “คุณสู้ เราช่วย” ก็มีข้อดี คือทำให้ลูกค้าที่หายไปได้ติดต่อกลับมาหาธนาคาร ขณะนี้มีลูกค้าเข้ามามากพอสมควร แต่อาจจะต้องดูตัวเลขหลังปิดให้ลงทะเบียนในเดือน ก.พ.นี้ และจะเห็นข้อมูลลูกค้าเข้าเกณฑ์ได้ภายในเดือน มี.ค.68

“การแข่งขันด้านสินเชื่อ สำหรับกลุ่มรายใหญ่ หากลูกค้าต้องการเราจะไป แต่ที่อยากได้มุ่งเน้นเรื่องการทำธุรกรรม เช่น การทำธุรกรรมโอนเงินทั้งในประเทศและต่างประเทศ ธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศ (Trade Finance) เป็นต้น ซึ่งท่ามกลางเศรษฐกิจไม่ดี รายได้ส่วนนี้จะเป็นน้ำซึมบ่อทราย”นางสาวขัตติยากล่าว
กรณีที่ธนาคารมีกำไรเยอะ ภายใต้ลูกหนี้ที่ยังแบกภาระ นางสาวขัตติยากล่าวว่า กำไรจากตัวเลขที่เป็นเงินบาทสูงมากจริงๆ เฉลี่ยธนาคารละ 3-4 หมื่นล้านบาท หากเทียบธุรกิจเดียวกันในทั่วโลก พบว่าธนาคารไทยมีผลประกอบการแย่ที่สุดในโลก
เช่น อัตราผลตอบแทนจากส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) แบงก์ไทยเฉลี่ยที่ 8-9 บาท ส่วนประเทศอื่นให้ผลตอบแทนจากเงินลงทุนเฉลี่ย 15-20 บาท อาทิ เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เป็นต้น