ความเชื่อมั่นผู้บริโภคดิ่งหนัก ห่วงเศรษฐกิจทรุด หวัง ‘แจกหมื่น‘ ช่วยฟื้น
ต้นกุมภาฯ อีจัน
12 กันยายน 2567

วันนี้ (12 ก.ย.67) นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคประจำเดือนส.ค.67 พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (CCI) ปรับตัวลดลงจากระดับ 57.7 เป็น 56.5 เป็นการปรับตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 และอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 13 เดือนนับตั้งแต่เดือนส.ค.66 โดยดัชนียังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100)

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 50.2 53.9 และ 65.6 ตามลำดับ ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 เมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนก.ค.66 ที่อยู่ในระดับ 51.3 54.9 และ 66.8 ตามลำดับ การที่ดัชนียังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100)
ด้านความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันปรับตัวลดลงจากระดับ 41.5 เป็น 40.4 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตปรับตัวลดลงจากระดับ 65.4 มาอยู่ที่ระดับ 64.3 การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคกลับมาปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ทุกรายการ
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ความเชื่อมั่นปรับลดลง เนื่องจากผู้บริโภคกังวลเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลง เพราะยังไม่เห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจนของรัฐบาลใหม่ ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น และกังวลสงครามยืดเยื้ออาจเป็นปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันของการฟื้นตัวล่าช้าของเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคน่าจะปรับตัวดีขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้ หากรัฐบาลเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างเป็นรูปธรรมผ่านโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ในปลายไตรมาสที่ 3-4/67 ซึ่งสนับสนุนให้เศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 67 ขยายตัวได้ 2.6-2.8% แต่ถ้าไม่มีโครงการดิจิทัลวอลเล็ตเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เพียง 2.4-2.6%
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า หวังว่าเดือนก.ย.นี้ มีความท้าทายสำคัญ คือ โครงการดิจิทัลวอลเล็ต ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นมีแนวโน้มดีขึ้น เนื่องจากประชาชนมีความหวังเรื่องการรับเงิน 10,000 บาท ที่จะแจกเป็นเงินสดให้กับกลุ่มเปราะบาง 14-15 ล้านคน ในกลุ่มแรกก่อน ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะเป็นส่วนช่วยให้มีเม็ดเงินสะพัดลงสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 67
เพราะวงเงิน 140,000 ล้านบาท หากถูกใช้ 20-30% ของวงเงินเท่านั้น จะทำให้เงินสะพัดทันที 3-5 หมื่นล้านบาทได้เป็นอย่างน้อย เพราะปกติหากคนได้รับเป็นเงินสดจะใช้ทันที ส่วนจะมีผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนก.ย.นี้ ปรับสูงขึ้นได้เท่าใดนั้น ยังต้องติดตาม แต่อย่างน้อย มั่นใจว่าจะเป็นดัชนีแรกๆ ที่สามารถสะท้อนบรรยากาศทางเศรษฐกิจจริงของประเทศได้

โดยจากนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลในภาพรวมแล้ว เพราะยังมีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ขณะที่ผู้ประกอบการยังไม่พร้อมเต็มที่ อาจเป็นจุดเปราะบาง เพราะมีผลให้คนกังวลในนโยบายได้ ทั้งต้องติดตามทิศทางน้ำท่วม การท่องเที่ยว การส่งออก และการใช้จ่ายเงินของรัฐ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4/67 ที่สัญญาณทั้งหมดจะถูกชี้ชัดออกมามากขึ้น
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ซึ่งการมีดิจิทัลวอลเล็ต คาดว่าจะสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยปี 67 เติบโตที่ 2.8% ส่วนจะโตแตะ 3% ได้หรือไม่ มีโอกาสเป็นไปได้ แต่ต้องยอมรับว่าไม่ง่าย ต้องทำให้เศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง โตได้ถึง 4% เพราะปีแรกโต 1.9% เท่านั้น
ขณะนี้มองว่าปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง มีเพียงเรื่องเดียวคือ ดิจิทัลวอลเล็ต ขณะที่การส่งออกก็ไม่ได้เติบโตอย่างโดดเด่นมากนัก แต่หากไม่มีโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ก็คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เพียง 2.4-2.6%
“การเมืองแม้ดูเหมือนมีเสถียรภาพ ในการจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่เป็นความกังวลของคนทั่วไป เพราะยังมีนักร้องจากสมาคมต่างๆ ออกมามากมาย รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาลที่ยังมีบาส่วนไม่เห็นด้วยกับการเข้าร่วมรัฐบาลในบางพรรคการเมือง อาทิ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งส่วนนี้เป็นตัวกำหนดทิศทางของการลงทุน และการจับจ่ายใช้สอยต่างๆ” นายธนวรรธน์ กล่าว