วันนี้ (28 มี.ค.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายในงาน “Meet the Press” ภายใต้หัวข้อ “1 เดือนวิกฤตโลก แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” ว่า วิกฤตสถานการณ์ตะวันออกกลางเป็นวิกฤตที่กระทบทั้งโลก ซึ่งไม่ได้คาดมาก่อน และไม่สามารถรู้ได้ว่าจะจบอย่างไร รัฐบาลพยายามชะลอเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด เมื่อเกิดปัญหาจำเป็นต้องดูแลประชาชนให้ปลอดภัย โดยกระทรวงการต่างประเทศพยายามดูแลคนไทยในตะวันออกกลางให้ปลอดภัย
ดังนั้น รัฐบาลเตรียมออกมาตรการช่วยเหลือ “กลุ่มเปราะบาง-ผู้มีรายได้น้อย” ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นหลัก เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น โดยเตรียมประชุมคณะกรรมการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในวันที่ 30 มีนาคม 2569 เพื่อจัดสรรงบประมาณที่มีอย่างจำกัดให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด ย้ำใช้งบภาษีอย่างคุ้มค่า เน้นช่วยผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักก่อน เพื่อชะลอความเดือดร้อนในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลก
ขณะที่ด้านเศรษฐกิจได้รับผลกระทบทั่วโลก โดยเฉพาะพลังงานสำคัญอย่างก๊าซธรรมชาติ ซึ่งต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ก๊าซธรรมชาติประมาณ 1 ใน 5 ไม่สามารถนำมาจำหน่ายให้ทั่วโลกได้ รัฐบาลพยายามใช้เครื่องมือทุกอย่างที่มี ภายใต้รัฐบาลที่อยู่ระหว่างการจัดตั้ง ผ่านกองทุนน้ำมัน เพื่อดูแลและติดตามสถานการณ์โดยนายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการให้ใช้กองทุนน้ำมันดูแลประชาชน
แต่เมื่อเวลาผ่านไป 1 เดือน สงครามไม่ได้จบลงอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ต้องทำคือการชะลอผลกระทบ จึงจำเป็นต้องปล่อยให้ราคาปรับตัวตามกลไกตลาด และใช้กองทุนเข้ามารักษาเสถียรภาพ โดยยอมให้กองทุนน้ำมันขาดทุนในระดับที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกกระทบประชาชนมากเกินไป
ซึ่งในช่วงแรก รัฐบาลได้อุดหนุนอย่างเต็มที่อย่างไรก็ตาม หากไม่ลดการอุดหนุน กองทุนน้ำมันจะขาดทุนไม่จำกัด และอาจนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจ คล้ายกับปี 2540 ที่มีการแทรกแซงค่าเงินบาทไม่เป็นไปตามกลไกตลาด ส่งผลให้ไทยสูญเสียทุนสำรองระหว่างประเทศ และประชาชนได้รับผลกระทบอย่างหนัก ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด “วิกฤตซ้อนวิกฤต”
นายเอกนิติยังกล่าวต่อว่า ราคาน้ำมันของไทยในขณะนี้ยังต่ำกว่าหลายประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียน ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องปรับตัวลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น การลดการเดินทางดูงานต่างประเทศ เนื่องจากยังไม่สามารถประเมินได้ว่าวิกฤตจะยาวนานเพียงใดหลังจากปล่อยให้ราคาน้ำมันปรับตัวตามกลไกตลาด
รัฐบาลได้เตรียมมาตรการเพื่อชะลอผลกระทบต่อประชาชน เนื่องจากราคาน้ำมันเป็นต้นทุนการผลิตสำคัญ กระทรวงพาณิชย์จึงต้องเข้ามาดูแลไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคา หรือเอาเปรียบประชาชนส่วนด้านค่าขนส่ง กระทรวงคมนาคมจะใช้งบประมาณที่มีอยู่เพื่อไม่ให้กระทบต่อค่าขนส่ง เช่น การใช้กองทุนที่เกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็จะชะลอไม่ให้กระทบอย่างรุนแรง
“ในภาวะวิกฤต แต่ละคนมีความสามารถในการรับมือแตกต่างกัน ผู้ที่มีรายได้ย่อมดูแลตัวเองได้ดีกว่าผู้ที่ไม่มีรายได้ รัฐบาลมีงบประมาณจำกัด และพยายามใช้ภาษีของประชาชนอย่างคุ้มค่า จึงตัดสินใจใช้งบที่มีอย่างจำกัดดูแลกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย โดยจะมีการประชุมคณะกรรมการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในวันจันทร์นี้ เพื่อชะลอผลกระทบ”
