อมตะ เตือนวิกฤตพลังงาน อย่ารอรัฐบาล คนไทยต้องหยุดใช้ฟุ่มเฟือย

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

10 มีนาคม 2569

อมตะ เตือนวิกฤตพลังงาน อย่ารอรัฐบาล คนไทยต้องหยุดใช้ฟุ่มเฟือย

วันนี้ (10 มี.ค.69) นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแนวทางการรับมือวิกฤตพลังงาน ว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการรอมาตรการจากภาครัฐ แต่ต้องเริ่มจาก การปรับพฤติกรรมของแต่ละคนโดยเฉพาะการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น

“ในประเทศไทยยังมีการใช้พลังงานเกินความจำเป็นอยู่มาก หากทุกภาคส่วนเริ่มสำรวจและปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานของตัวเอง เช่น การบริหารจัดการการใช้พลังงานให้เหมาะสม ก็จะช่วยลดการใช้พลังงานฟุ่มเฟือย และลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศได้โดยตรง ซึ่งถือเป็นแนวทางที่สามารถทำได้ทันทีและมีประสิทธิภาพ” นายวิกรม กล่าว

ขณะเดียวกัน ยังแสดงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ โดยปัจจุบันมีโรงงานในนิคมฯ (เฉพาะในประเทศไทย) รวมประมาณ 1,200 แห่ง แม้จะยังเร็วเกินไปที่จะเห็นผลกระทบจากวิกฤตพลังงานต่อผลประกอบการหรือห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างชัดเจน แต่เชื่อมั่นว่าผู้ประกอบการในนิคมฯ จะสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้

จากสถิติที่ผ่านมา พบว่าโรงงานในนิคมฯ อมตะกว่า 97% ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ และมีโรงงานที่ปิดกิจการน้อยมาก ผู้ประกอบการจำนวนมากเคยผ่านวิกฤตใหญ่หลายครั้ง ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจและสถานการณ์โควิด-19 นอกจากนี้กว่า 80% ของลูกค้าเป็นบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ระดับโลกที่มีความมั่นคงสูง

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามต่อไปคือ “ต้นทุนการผลิต” และ “กำลังซื้อของลูกค้า” หากทั้งสองปัจจัยยังสามารถบริหารจัดการได้ ธุรกิจภาคการผลิตก็จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้

สำหรับแผนรับมือของอมตะในช่วงนี้ ได้ขอความร่วมมือจากลูกค้าและทุกภาคส่วนในนิคมอุตสาหกรรมให้ใช้พลังงานเท่าที่จำเป็น พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยสนับสนุนให้มีการตรวจสอบและลดการใช้พลังงานในส่วนที่ไม่จำเป็นทั้งภายในโรงงานและพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม เพื่อลดต้นทุนและช่วยรับมือกับความผันผวนด้านพลังงานในระยะนี้

ด้านแผนการการลงทุนในปี 2569 บริษัทเตรียมงบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนและพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมรองรับการลงทุนใหม่ที่จะเกิดขึ้น โดยตั้งเป้าขายที่ดินรวม 2,800 ไร่ ครอบคลุมในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาคอาเซียน 3 ประเทศหลัก ประกอบด้วย

1.ไทย 1,650 ไร่ โดยเน้นการดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

2.เวียดนาม 550 ไร่ รองรับกระแสการย้ายฐานการผลิตจากจีนและการขยายตัวของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล และ

3.สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 600 ไร่ เพื่อพัฒนาเป็นประตูเชื่อมต่อด้านโลจิสติกส์ทางบกของภูมิภาค

นอกจากนี้ อมตะอยู่ระหว่างการปรับบทบาทจากผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมสู่การเป็นผู้พัฒนา “Industrial City” หรือเมืองอุตสาหกรรมครบวงจร ที่ผสานโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้ปรัชญา “All Win” มุ่งสร้างการเติบโตอย่างสมดุลระหว่างภาคธุรกิจ นักลงทุน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ อมตะยังให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) โดยในปี 2569 บริษัทเตรียมความพร้อมด้านการพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและการนำนวัตกรรมพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2583 พร้อมตั้งเป้าลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยพื้นที่ดำเนินงานลง 30%

อมตะ ในฐานะผู้พัฒนาเมืองอุตสาหกรรมสมบูรณ์แบบ ไม่ได้มองเพียงการขายที่ดินหรือให้เช่าพื้นที่โรงงานเท่านั้น แต่กำลังสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ครบวงจร ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ อาทิ ระบบน้ำประปา ไฟฟ้า การศึกษา เทคโนโลยี พลังงานสะอาด ตลอดจนที่อยู่อาศัย โรงแรม และศูนย์บริการราชการเบ็ดเสร็จ (Government All-Service Center) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของภาคอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร

ปัจจุบัน โครงการของอมตะเป็นที่ตั้งของโรงงานและธุรกิจเชิงพาณิชย์มากกว่า 1,600 แห่ง มีแรงงานรวมกว่า 350,000 คน จากนักลงทุน 30 สัญชาติ รวมถึงบริษัทชั้นนำ