“ไชยชนก” ชี้ชะตา 25 พ.ค.69 เซ็นตั้ง “พ.อ.สรรพชัยย์” ยืดนั่ง CEO NT ต่อ 1 ปี 

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

2 ชั่วโมงก่อนหน้า

“ไชยชนก” ชี้ชะตา 25 พ.ค.69 เซ็นตั้ง “พ.อ.สรรพชัยย์” ยืดนั่ง CEO NT ต่อ 1 ปี 

วันนี้ (5 พ.ค.69) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเด็นการต่ออายุกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่เพียงเรื่องขั้นตอนทางกฎหมาย แต่เป็นคำถามเชิงนโยบายสำคัญว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ภายใต้การกำกับของนายไชยชนก ชิดชอบ จะไฟเขียว “ยินยอม” ให้เกิดการดำรงตำแหน่งต่อไปโดยปริยายหรือไม่

เนื่องจาก พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ NT คนปัจจุบัน จะครบวาระตามสัญญาจ้างในเดือนก.ค.นี้ แต่จนถึงขณะนี้กลับยังไม่มีความชัดเจนในการเปิดกระบวนการสรรหาผู้บริหารคนใหม่ ส่งผลให้เกิดช่องว่างที่อาจนำไปสู่การ “ต่ออายุอัตโนมัติ” ไปอีก 1 ปี จนถึงวันที่ 30 ก.ย. 2570 ซึ่งตรงกับช่วงเกษียณอายุราชการ

สถานการณ์ดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นเพียงการบริหารทรัพยากรบุคคล แต่กลายเป็นบททดสอบสำคัญของฝ่ายนโยบาย ว่าจะปล่อยให้เกิด “ทางเลือกโดยปริยาย” หรือจะเข้ามากำหนดทิศทางใหม่ให้กับองค์กรที่กำลังเผชิญแรงกดดันทางธุรกิจอย่างหนัก

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี ระบุว่า ได้รับรายงานเบื้องต้นแล้วว่าเป็นอำนาจของคณะกรรมการ (บอร์ด) NT ในการพิจารณา ซึ่งสามารถตัดสินใจได้ แต่ต้องไม่ขัดต่อกฎหมายและไม่เอื้อประโยชน์ต่อบุคคลใด โดยหลังได้รับมอบหมายจากนายไชยชนก ชิดชอบ ให้กำกับดูแล NT ก็จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม น้ำหนักของการตัดสินใจไม่ได้อยู่เพียงข้อกฎหมาย แต่รวมถึง “ผลงาน” ที่ผ่านมา ซึ่งถูกตั้งคำถามอย่างต่อเนื่องว่า ยังไม่สามารถพา NT กลับมาสร้างการเติบโตหรือกำไรอย่างยั่งยืนได้ หรือ ขณะนี้ มีการวางแผนธุรกิจที่เป็นรูปธรรมและสร้างรายได้มาทดแทนที่หายไปได้อย่างเพียงพอหรือไม่

“ เรื่องนี้มีการคุยกับบอร์ดแล้วก็มีรับทราบรายงานเบื้องต้น ว่าสาเหตุที่อาจจะต้องมีการต่ออายุ เนื่องด้วยข้อจำกัดด้านเวลาและที่ผ่านมายังไม่เคยเกิดกระบวนการสรรหา ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่ดำเนินการล่วงหน้า แต่ก็ทุกอย่างต้องเป็นหน้าที่ของบอร์ดบอร์ดต้องรับผิดชอบ ว่าดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร”

ด้านนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ในฐานะประธานบอร์ด NT เปิดเผยว่า บอร์ดได้หารือประเด็นนี้แล้วเมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา และอยู่ระหว่างให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบข้อระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาว่า พ.อ.สรรพชัยย์ จะสามารถดำรงตำแหน่งต่อไปจนถึงเกษียณได้หรือไม่ โดยต้องพิจารณาให้ชัดเจนว่าไม่ขัดต่อกฎหมายแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ หรือแนวทางของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.)

หากผลการตรวจสอบไม่พบข้อขัดข้อง บอร์ดก็สามารถพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งต่อไปได้ แต่ยังต้องผ่านกระบวนการประเมินอย่างรอบคอบ ซึ่งหากจะถามว่าจะมีประตูของการ “ต่ออายุปริยาย” ยังเปิดอยู่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเชิงนโยบายในท้ายที่สุด โดยคณะกรรมการจะมีการหาเรื่องนี้วันที่ 25 พ.ค.นี้

นายพชร ระบุว่า เหตุผลที่บอร์ดต้องพิจารณาแนวทางดังกล่าว เนื่องจาก พ.อ.สรรพชัยย์ เหลือระยะเวลาการทำงานเพียงประมาณ 1 ปีก่อนเกษียณ หากเปิดสรรหาผู้บริหารใหม่จะใช้เวลา 6-8 เดือน เสี่ยงเกิดสุญญากาศในการบริหาร ขณะที่การตั้งรักษาการก็ไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสม และไม่มีกรรมการรายใดประสงค์รับภาระดังกล่าว

แต่ในอีกด้านหนึ่ง เหตุผลด้าน “ความต่อเนื่อง” กำลังถูกตั้งคำถามว่า เพียงพอหรือไม่ เมื่อเทียบกับผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ยังไม่สามารถทำให้ NT “ลืมตาอ้าปาก” ได้อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ การพิจารณาเกิดขึ้นในช่วงที่บอร์ด NT เพิ่งปรับโครงสร้าง และผู้บริหารระดับนโยบายเพิ่งเข้ารับตำแหน่งไม่นาน ทำให้กระบวนการต่างๆ ต้องดำเนินไปตามลำดับ โดยบอร์ดเตรียมประชุมพิเศษวันที่ 6 พ.ค.69 เพื่อทบทวนงบลงทุนให้สอดคล้องภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ซึ่งยิ่งตอกย้ำสถานการณ์กดดันที่องค์กรกำลังเผชิญ ดังนั้นตัวเลขที่เคยขอมามันไม่สามารถสะท้อนกลับไปเป็นเม็ดเงินให้เห็นแนวทางและการบริหารได้เลยจึงต้องมีการคุยกัน

แหล่งข่าวระบุว่า NT อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ หลังสูญเสียรายได้หลักระดับ “หมื่นล้านบาท” จากพันธมิตรมือถืออย่าง บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS) และบมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ส่งผลให้โครงสร้างรายได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ปี 2568 จะยังมีกำไร 1,900 ล้านบาท จากรายได้รวมกว่า 55,000 ล้านบาท แต่เป็นผลจากการควบคุมต้นทุนและปัจจัยทางบัญชี มากกว่าการเติบโตของรายได้ใหม่

ขณะที่ปี 2569 บริษัทคาดว่าจะขาดทุน 5,000-6,000 ล้านบาท จากการหายไปของรายได้เดิมและภาระค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะโครงการเกษียณก่อนกำหนด สะท้อนว่าความท้าทายยังอยู่ในระดับสูง และยังไม่เห็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่ชัดเจน

แม้ NT จะพยายามเร่งสร้างธุรกิจใหม่ ทั้งคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ดิจิทัลโซลูชัน และดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) รวมถึงโครงการคลาวด์กลางภาครัฐอย่าง GDCC ที่มีการใช้งานกว่า 62,748 VM และช่วยประหยัดงบประมาณรัฐกว่า 5,000 ล้านบาท แต่ภาพรวมยังอยู่ในช่วง “ตั้งต้น” และยังไม่สามารถทดแทนรายได้หลักที่หายไปได้ในระยะสั้น

ดังนั้น คำถามสำคัญจึงกลับมาที่จุดเดิมว่า ท่ามกลางผลประกอบการที่ยังไม่ฟื้น และแผนธุรกิจที่ยังต้องพิสูจน์ “กระทรวงดีอีจะปล่อยให้การต่ออายุเกิดขึ้นโดยปริยายหรือไม่” หรือจะใช้จังหวะนี้รีเซ็ตทิศทางผู้นำองค์กร

การประชุมและการตัดสินใจในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องตำแหน่งผู้บริหาร แต่เป็นสัญญาณชี้ทิศทางอนาคตของ NT ว่าจะเดินต่อแบบเดิม หรือเลือกเปลี่ยนเกมครั้งใหญ่เพื่อความอยู่รอดในระยะยาว