ครม. นัด 11 เม.ย.69 เคาะอนุมัติงบฯ 2,900 ล้าน ทำบัตรคนจน-อุดหนุนขนส่ง
ต้นกุมภาฯ อีจัน
7 เมษายน 2569

วันนี้ (7 เม.ย.69) นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภายหลังจากรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 9-10 เม.ย.69 โดยในวันที่ 11 เม.ย.69 จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งคาดว่าจะมีมาตรการผ่านมติ ครม. 2 มาตรการ วงเงินงบประมาณ 2,900 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่ามกลางวิกฤตพลังงาน
นายลวรณกล่าวว่า โดยนโยบายที่เคยเป็น มติ ครม. นัดพิเศษ ที่มีการเห็นชอบในหลักการไปแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็เป็นการขออนุมัติใช้เงินงบประมาณ ซึ่งบางมาตรการต้องดำเนินการอำนาจของ ครม. ก็จะไปเข้าวันเสาร์นี้ (11 เม.ย.69) แล้วเมื่อ ครม. อนุมัติใช้เงินงบฯ ต่อไป
”อันนี้เรื่องที่เคยมีมติไปแล้ว จะเป็นเรื่องของภาคส่วนขนส่งก็ดี เรื่องของการเติมเงินในบัตรสวัสดิการก็ดี เดี๋ยวจะมีการขออนุมัติเงินในการประชุม ครม. วันที่ 11 เม.ย.69 ทั้งหมดทุกเรื่องเลย เพราะถือว่า ครม. อนุมัติหลักการไปแล้ว“
สำหรับวงเงินที่จะใช้ เช่น โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ใช้วงเงิน 1,300 กว่าล้านบาท โดยคาดว่าจะมีการอนุมัติในวันที่ 11 เม.ย.69 และจะโอนเงินให้ผู้ถือบัตรจำนวน 13 ล้านคน เพิ่มอีก 100 บาทในวันที่ 13 เม.ย.69 พยายามจะทำให้ทันสงกรานต์ เพื่อสมทบเพิ่มให้จากวันที่ 1 เม.ย.69 จะได้รับเงิน 300 บาท รัฐบาลจะโอนเพิ่ม 1 เดือนเท่านั้น
ส่วนมาตรการภาคขนส่งก็มีรายละเอียดว่ารถบรรทุกจะเป็นยังไง เดี๋ยวรายละเอียดขนส่งทำข้อมูลส่งให้กระทรวงการคลัง แต่เดิมวงเงินที่ขอ ครม. ไปก็ประมาณ 1,600 กว่าล้านบาท รวมตอนนี้ก็ประมาณ 2,900 ล้านบาทแล้ว
“อันนี้คือเรื่องเร่งด่วน 30 วันก่อนนะครับ เดี๋ยวมาตรการที่เป็นแพ็คเกจใหญ่กว่านี้ รัฐบาลเตรียมการอยู่แล้วและคงจะตามมาหลังจากที่มีนโยบายวันเสาร์นี้ อันนี้คือทำของเก่าเอาไว้ก่อน”
ในส่วนของโครงการคนละครึ่ง คาดว่าจะเข้า ครม. ในสัปดาห์ถัดไป หรือ 21 เม.ย.69 โดยมั่นใจว่าจะดำเนินการได้ช่วงเดือน พ.ค.69 แต่ต้องให้รัฐบาลไปขอ ซึ่งคิดว่าคงต้องใหญ่กว่าเดิม เพราะวันนี้มันเป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในวงกว้าง รัฐบาลคงอยากให้เข้าถึงคนให้ได้มากที่สุด
โดยจำนวนคนที่เคยดำเนินการคนละครึ่งพลัส เฟส 1 จำกัดจำนวนอยู่ที่ 20 ล้านคน ถ้ารัฐบาลสามารถหางบประมาณมารองรับได้ อาจจะพยายามขึ้นไปให้มากกว่า 20 ล้านก็ได้ แต่รายละเอียดต้องรอดู
“รัฐบาลคงอยากจะให้ได้เหมือนทุกคนที่ประสงค์จะเข้า แต่ว่ามันคงไม่ไม่ได้ใหญ่ขนาด 50 ล้านคน”
สำหรับที่มาของเงินนั้น เป็นเรื่องของผู้จัดการสำนักงบประมาณจะหาเงิน ซึ่งกรมบัญชีกลางได้รายงาน ล่าสุด ณ วันที่ 7 เม.ย.69 มียอดเงินที่ยังไม่ถูกพันที่สามารถเกลี่ยมาได้ประมาณ 84,000 ล้านบาท เป็นเงินจากโครงการที่ยังไม่ได้ทำตามเงื่อนไขงบประมาณ จึงอยากตัดออกมาให้เร็วที่สุด ดีที่สุด เพื่อเอาไปทำแพ็คเกจเยียวยาและลดภาระให้พี่น้องประชาชน
“ซึ่งเงินส่วนหนึ่งก็ต้องเอามาจากตรงนี้ตามที่ท่านนายกฯ บอกว่าจะไปดูเงินที่ยังไม่ได้ใช้จ่ายเพื่อมาดูแลประชาชน”
โดยเบื้องต้นได้มีข้อสั่งการให้จัดทำร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ขั้นตอนนี้จะเร็วกว่า พรบ. เพราะเข้า ครม. แล้วมีผลใช้ได้เลย แต่เมื่อมีสภาฯ ก็ต้องไปชี้แจงให้สภาโหวตเห็นชอบก่อน ถ้าสภาฯ ให้ผ่านจะดำเนินการโครงการต่อไปได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาในสภาฯ
นอกจากนี้ จะมีการเสนอที่ประชุม ครม. เรื่องการขอให้กระทรวงการคลังออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้กระการคลังค้ำประกันเงินกู้ วงเงิน 1.5 แสนล้านบาทให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อช่วยพยุงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศพิจารณาด้วย โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง วันนี้ ติดลบอยู่ประมาณ 50,000 ล้าน แต่ยังมีวงเงิน 150,000 ล้านบาท ก็เหลืออีก 100,000 ล้านบาท
ส่วนเรื่องการลดภาษีสรรพสามิตนั้น ถ้ากลไกของกองทุนสามารถชดเชยได้แทนภาษีสรรพสามิต ผลลัพธ์ที่เกิดกับประชาชนก็จะเท่ากัน ต้องระมัดระวังมากเพราะในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้การจัดเก็บรายได้ให้ได้ตามเป้าหมายทำได้ยากมาก
“ซึ่งการลดภาษี 1 บาทไม่ได้ช่วยอะไร เพราะกองทุนแบกอยู่ 15 บาทอยู่แล้ว จึงต้องใช้กลไกของกองทุนมากกว่าเพื่อไม่ให้วิกฤตพลังงานลามไปเป็นวิกฤตการณ์อย่างอื่น”