ซาวด์เสียงเอกชน “กนง.” เคาะดอกเบี้ย “ลด-คง” ลุ้น 13 ส.ค.นี้

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

11 สิงหาคม 2568

ซาวด์เสียงเอกชน “กนง.” เคาะดอกเบี้ย “ลด-คง” ลุ้น 13 ส.ค.นี้

ภายหลังจาก “โดนัลด์ ทรัมป์” ประกาศเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ไทยถูกเรียกเก็บในอัตรา 19% ซึ่งถือเป็นอัตราใกล้เคียงกับที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประเมินไว้ที่อัตรา 19% อีกทั้งเกิดเหตุปะทะชายไทย-กัมพูชา ถือเป็นปัจจัยเสี่ยง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

ดังนั้น ในวันที่ 13 ส.ค.68 ต้องจับตาผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) นับเป็นครั้งที่ 4 ของปี 2568 ว่าคณะกรรมการฯ จะดำเนินนโยบายทางการเงิน หรือมีการปรับอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ ปัจจุบันอยู่ที่ 1.75%

ซึ่งการประชุมครั้งนี้จะมีคณะกรรมการฯ เข้าร่วม 6 ราย จากเดิม 7 ราย เนื่องจากนายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส ลาออก และมีการแต่งตั้ง ดร.เชาว์ เก่งชน ปฏิบัติหน้าที่แทน ตั้งแต่วันที่ 2 ก.ย. 2568 เป็นต้นไป

ดังนั้น ก่อนจะมีการประชุม กนง. สะท้อนเสียง “เอกชน” ต่อผลการประชุม กนง. ครั้งนี้ ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) เปิดเผยว่า จับตา กนง. อาจลดดอกเบี้ยเหลือ 1.50% วันที่ 13 ส.ค. นี้ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งเงินเฟ้อต่ำลากยาว เศรษฐกิจขยายตัวต่ำ และความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงขึ้น

โดย 4 เหตุผลหลักที่ควรลดดอกเบี้ย 1. เงินเฟ้อต่ำต่อเนื่อง เงินเฟ้อทั่วไปต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย สะท้อนอุปสงค์ในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัว 2. เศรษฐกิจอ่อนแรง กำลังซื้อของประชาชนยังอ่อนแอ ภาคการผลิตซบเซา ภาคก่อสร้างทรุดหนัก 3. สินเชื่อหดตัว ธนาคารระวังปล่อยกู้มากขึ้น เพราะความเสี่ยงด้านเครดิตสูง ทำให้เงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจน้อยลง และ 4. ภาษีทรัมป์ 19% แม้ต่ำกว่าคาด แต่ยังมีผลกระทบ โดยเฉพาะต่อภาคส่งออกไทย ต้องไม่ชะล่าใจ

ขณะเดียวกัน ถ้า กนง. ไม่ลดดอกเบี้ย อาจใช้เหตุผลว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้น เงินเฟ้อต่ำมาจากปัจจัยด้านอุปทาน และมองไปข้างหน้ายังมีความไม่แน่นอนสูง อยากรอใช้มาตรการดอกเบี้ยเมื่อมีความชัดเจนและจำเป็นมากกว่านี้ หรือเก็บ policy space ไว้ก่อน ใช้ตอนหลังจะมีประสิทธิภาพสูงกว่า

“การลดดอกเบี้ยจะช่วยพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดหนัก เพิ่มสภาพคล่อง ลดต้นทุนทางการเงิน กระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุน ถ้าลดช้าเกินไป อาจต้องลดแรงกว่าที่จำเป็นในอนาคต หรือใช้เครื่องมืออื่น แต่สุดท้ายเชื่อว่าจะลดดอกเบี้ย ส่วนการประชุมเดือน ต.ค. ผมว่าน่าสนใจ เพราะว่ากรรมการ กนง.จะเปลี่ยน 2 ท่าน ซึ่งจะต้องติดตามดูว่าจะถกประเด็นอะไรเพิ่มเติม”ดร.อมรเทพกล่าว

ดร.ลลิตา เธียรประสิทธิ์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า คาดกนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.75% หลังปรับลดมาแล้ว 0.50% ในปีนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2568 คาดว่าจะยังขยายตัวใกล้ 3.0% อันเป็นผลจากการเร่งส่งออก

ขณะที่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจลดลงหลังสหรัฐฯ ประกาศภาษีนำเข้ากับสินค้าไทยที่อัตรา 19% ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นจากที่เคยประเมินไว้ แม้เศรษฐกิจจะยังเผชิญปัจจัยกดดันจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงและปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

ขณะที่ในช่วงที่เหลือของปีนี้ มองว่า กนง. อาจปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม 1-2 ครั้ง ใน 2 การประชุมที่เหลือของปีนี้ในเดือนต.ค. และ ธ.ค. เพื่อรองรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะชะลอลงอย่างมีนัยในไตรมาส 4/2568 โดยมีปัจจัยดังต่อไปนี้

  • ค่าเงินบาทแข็งค่า 5.9% YTD นับตั้งแต่ต้นปี เป็นที่ 5 ของภูมิภาค เพิ่มแรงกดดันต่อภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวไทย
  • แม้อัตราภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่ไทยได้รับดีขึ้น แต่การส่งออกไทยในครึ่งหลังของปี 2568 ต่อเนื่องไปยังปี 2569 มีแนวโน้มลดลงอย่างมาก เป็นผลจากการเร่งส่งออกสูงในช่วงก่อนหน้า ประกอบกับผลของอัตราภาษีที่ 19% ที่ยังสูงกว่าในช่วงก่อนหน้า นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากภาษีรายอุตสาหกรรมภายใต้มาตรา 232 ที่จะออกมาเพิ่มเติม
  • ภาคการท่องเที่ยวยังหดตัวต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่ต้นปีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงแล้วกว่า 6% YoY จากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ปรับลดกว่า 30% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

นายยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า ตามที่ตลาดคาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 2 ครั้งในปีนี้ เนื่องจากมีปัจจัยที่เหมาะสมใน 3 ปัจจัย

คือ 1.เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น จากที่คาดว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวที่ระดับ 1.5-2.0% แม้ในช่วงครึ่งปีแรกจะมีการเร่งส่งออกก็ตาม แต่คาดว่าภาวะเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงในช่วงครึ่งปีหลัง 2.อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ ล่าสุดยังขยายตัวติดลบทำให้เศรษฐกิจเกิดภาวะตึงตัว และ 3.อัตราหนี้ครัวเรือนจะไม่สูงขึ้น เนื่องจากสถาบันการเงินมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ แต่ในทางกลับกันจะช่วยลดภาระหนี้ให้กับผู้บริโภค