ดีอี แย้ม 2 บิ๊กต่างชาติ ทุ่มแสนล้าน ลงทุนเอไอ-ดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย
ต้นกุมภาฯ อีจัน
13 ธันวาคม 2567

วันนี้ (13 ธ.ค.67) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ปี 68 จะมีนักลงทุนรายใหญ่ด้านดิจิทัลเข้ามาลงทุนในไทยอีก 2 ราย ซึ่งมีการยืนยันเข้าลงทุนแล้ว โดยตัวเลขการลงทุนรวม 2 ราย สูงถึง 1 แสนล้านบาท หรืออาจจะมากกว่านี้ จะเป็นการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และดาต้าเซ็นเตอร์
“ปีหน้ามีนักลงทุนรายใหญ่เข้ามาลงทุนด้านเอไอและดาต้าเซ็นเตอร์ สำหรับนักลงทุนจะเป็นใครนั้นรอให้ภาคเอกชน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ประกาศเอง“นายประเสริฐกล่าว

นอกจากนี้ ในงานสัมมนา Thailand Digital Economy 2024 เปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจดิจิทัล ปี 67 พบว่าเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital GDP) ขยายตัว 5.7% มีมูลค่า 4.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 2.2 เท่าของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) รวมที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ที่ 2.6%
“คาดว่าปี 68 การขยายตัวทางเศรษฐกิจดิจิทัลจะขยายตัวราว 5.7% อาจจะมากกว่านี้ได้ รวมถึงที่จากตัวเลขสภาพัฒน์ฯ คาดการณ์ดิจิทัลจีดีพีปี 70 จะขยายตัวสูงถึง 30%”นายประเสริฐกล่าว
ทั้งนี้ รัฐบาลก่อนหน้าและรัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านดิจิทัล รวมทั้งเร่งผลักดันภาครัฐสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล ได้มีการส่งเสริมการลงทุนเรื่อง คลาวด์ เซอร์วิส และดาต้าเซ็นเตอร์ ตลอดจนการลงทุนที่เกี่ยวข้องด้านดิจิทัล เชื่อว่าส่งผลให้เศรษฐกิจดิจิทัลขยายตัวอย่างดีในปี 67 สูงกว่าเศรษฐกิจโดยรวมกว่า 2 เท่าตัว

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (คณะกรรมการดีอี) ได้สรุปประมาณการเศรษฐกิจดิจิทัลที่สำคัญ ในปี 67 ดังนี้
1.ด้านการลงทุน
- การลงทุนด้านดิจิทัลภาคเอกชน (CVM) มีการขยายตัว 2.8% จากปี 66 ขณะที่การลงทุนด้านดิจิทัลภาครัฐขยายตัวที่ 4.5% จากปี 66 ปัจจัยสำคัญมาจากการเพิ่มขึ้นของการลงทุนภาคเอกชน และการลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐ ที่ขยายตัวจากฐานที่ติดลบในปีก่อนหน้า
2.ด้านการบริโภค
- การบริโภคภาคเอกชนในอุตสาหกรรมดิจิทัลขยายตัว 5.6% สูงกว่าการขยายตัวของการบริโภคของประเทศที่เท่ากับ 4.8% สำหรับการบริโภคภาครัฐ ขยายตัว 11.4% จากการเร่งการใช้จ่ายงบประมาณของประเทศ จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าสินค้าดิจิทัลเป็นสินค้าที่มีความต้องารบริโภคในระดับสูงทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน
3.ภาคการค้าและบริการ
- ในปี 67 มูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการอุตสาหกรรมดิจิทัล ขยายตัว 17.2% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ขยายตัว 5.1% สอดคล้องกับทิศทางการส่งออกสินค้าและบริการของประเทศที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นจาก 6.1% จากเดิมที่ขยายตัว 2.1% ในปีที่ผ่านมา

โดยด้านการนำเข้าสินค้าและบริการดิจิทัลขยายตัว 9.0% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ขยายตัว 3.0% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการนำเข้าสินค้าและบริการของประเทศอุตสาหกรรมดิจิทัล จึงเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงในการสร้างเม็ดเงินจากเงินตราต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากประเทศไทยยังคงพึ่งพาสินค้าดิจิทัลทั้งที่เป็นสินค้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นสุดท้าย ตลอดจนสื่อดิจิทัลคอนเทนต์จากต่างประเทศ จึงทำให้เมื่อการส่งออกสินค้าขยายตัวจะมีผลทำให้การนำเข้าเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกั
4.ภาคการผลิต
- ในปี 67 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศด้านดิจิทัลขยายตัว 5.71% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ขยายตัว 2.75% ตามการขยายตัวของการผลิตในทุกหมวดอุตสาหกรรม โดยอุตสาหกรรมที่ขยายตัวสูงสุด 2 อันดับแรก ได้แก่ อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ (+12.64%) และอุตสาหกรรมโทรคมนาคม (+10.00%)

นอกจากนี้ เมื่อวิเคราะห์ที่มาของการเติบโต (Source of growth) พบว่า เกือบ 80% ของการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศด้านดิจิทัลเป็นผลจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม (+1.90%) อุตสาหกรรมบริการดิจิทัล (+1.36%) และอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ (+1.27%) ตามลำดับ
โดยจะเห็นได้ว่าการขยายตัวของอุตสาหกรรมหมวดโทรคมนาคมมีผลต่อการเติบโตโดยรวมสูงเกือบ 1 ใน 3 ของการขยายตัวทั้งหมด โดยกิจกรรมการผลิตที่ขยายตัวสูงในปีนี้ ได้แก่ การผลิตเคเบิลเส้นใยนำแสง การขายส่งและการขายปลีกโทรศัพท์ และอุปกรณ์การสื่อสารโทรคมนาคม

ทั้งนี้ เศรษฐกิจดิจิทัลในปี 67 ขยายตัวได้ดี และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยการลงทุนและการบริโคภาครัฐด้านดิจิทัล รวมทั้งการส่งออกสินค้าและบริการดิจิทัล เป็นปัจจัยหลักในการส่งเสริมการเติบโตด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย
“ขณะที่การลงทุนด้านดิจิทัลภาคเอกชนยังไม่ขยายตัว และเชื่อว่าในปี 68-69 การลงทุนด้านดิจิทัลภาคเอกชน จะเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล และเศรษฐกิจโดยรวมอย่างมีนัยยะสำคัญอย่างแน่นอน”นายเวทางค์กล่าว