ผู้ว่าแบงก์ชาติ รับกดดันหั่นดอกเบี้ย ลั่นไม่เดินตามเฟด

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

20 กันยายน 2567

ผู้ว่าแบงก์ชาติ รับกดดันหั่นดอกเบี้ย ลั่นไม่เดินตามเฟด

“ผู้ว่าแบงก์ชาติ” รับกดดันหั่นดอกเบี้ย ลั่นไม่เดินตามเฟด ชี้นโยบายการเงินเน้น 3 ปัจจัยหลัก

วันนี้ (20 ก.ย.67) นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาสนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลดดอกเบี้ย 0.50% จะมีผลต่อการตัดสินใจอย่างไรนั้น จากที่เฟดลดดอกเบี้ย 0.50% ในแง่ผลจากสิ่งที่เห็นโดยรวมตลาดรับรู้เรื่องข่าวไปแล้ว อีกทั้งผลหลายเรื่องได้เกิดขึ้นก่อนการตัดสินใจไปบ้างแล้ว เพราะการตัดสินใจเป็นไปตามการคาดการณ์ของตลาด

นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ผลที่เกิดขึ้นด้วยการที่ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยค่อนข้างเยอะ ทำให้เงินดอลลาร์อ่อนลงพอสมควร และสกุลเงินในภูมิภาค รวมถึงเงินบาทมีการแข็งค่าขึ้น ช่องทางที่กระทบเศรษฐกิจไทยหลักๆ คือตลาดการเงิน และที่สำคัญคือค่าเงินบาท ขณะที่ผลกระทบต่ออัตราผลตอบแทนที่ได้รับจากการถือครองพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) ก็มีบ้าง แต่โดยรวมต่อเศรษฐกิจไทยไม่ร้ายแรง เพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพาระบบแบงก์เป็นส่วนใหญ่


ข่าวน่าสนใจอื่น


สำหรับช่องที่เห็นว่าได้รับผลกระทบเยอะคือค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ และอีกอย่างที่เข้ามาซ้ำเติมอีกคือทองที่ออลไทม์ไฮ ซึ่งมาจากเรื่องการอ่อนของดอลลาร์ อีกทั้งค่าเงินไทยเป็นสกุลเงินที่มีการเคลื่อนไหวสัมพันธ์กับทองค่อนข้างสูงกว่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาค

“ผลในแง่เศรษฐกิจจากการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด สะท้อนว่าเฟดอยากจะให้ความสำคัญกับ make sure ว่า hard landing น้อย ซึ่งในแง่เศรษฐกิจ ทำให้เราสบายใจขึ้นว่าโอกาส soft landing ของสหรัฐจะมีอยู่สูงขึ้น หากดูตัวเลขก่อนนี้ไม่ได้น่ากลัว และยังโอเค”นายเศรษฐพุฒิกล่าว

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาสนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า นโยบายการเงินของไทยเน้นเรื่องภายในประเทศ ซึ่งจะดู 3 ปัจจัยหลัก คือ 1.แนวโน้มเศรษฐกิจ และการเติบโตเข้าสู่ศักยภาพ 2.เงินเฟ้อ 3.เสถียรภาพด้านการเงิน อย่างไรก็ตาม ต้องคำนึงถึงภาพรวมจากที่ธนาคารกลางหลายประเทศได้ปรับนโยบายการเงินกระทบภาพรวมเศรษฐกิจ

จาก 3 ปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น ขณะนี้ยังไม่ได้เห็นอะไรที่ทำให้ภาพการประเมินในเรื่องของเศรษฐกิจแตกต่างจากที่มองไว้ ไม่ได้เห็นเรื่องภาพเงินเฟ้อที่ต่างไปจากที่มองไว้ ขณะที่เรื่องที่กังวลเป็นพิเศษคือเสถียรภาพด้านการเงินที่เห็นความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ (Credit Risk) เพิ่มขึ้น ทำให้การปล่อยสินเชื่อชะลอตัวลงในวงกว้าง

“เราพิจารณาความเสี่ยงในระยะข้างหน้าด้วย outlook dependent ขณะนี้ outlook เศรษฐกิจ เงินเฟ้อคล้ายเดิม เสถียรภาพด้านการเงินก็ติดตามเป็นพิเศษ การย้ำ outlook เป็นการตัดสินใจที่เหมาะสม เพราะถ้าใช้ Data dependent จะสร้าง noise ต่อตลาดเยอะ ถ้าโฟกัสแต่ข้อมูลล่าสุดมากไปก็มีความไม่แน่นอนและผันผวนสูง ดังนั้น จึงไม่ต้องการให้การคาดการณ์นโยบายไปซ้ำเติมเรื่องความผันผวน”นายเศรษฐพุฒิกล่าว


นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า หนี้ครัวเรือนมีความสัมพันธ์อย่างไรต่อดอกเบี้ยนั้น ก็มี 2 ส่วน มันมีทั้งผลต่อหนี้เก่า ถ้าลดดอกเบี้ยจะมีผลทำให้ภาระหนี้ โดยดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายบนหนี้เก่าลดลง แต่อีกด้านคือหนี้ใหม่ ก็มีคำถามว่าถ้าลดดอกเบี้ยแล้วทำให้สินเชื่อโตเร็วขึ้น ส่งผลให้ตัวหนี้โดยรวมโตขึ้น

ซึ่งการพิจารณาต้องชั่งทั้ง 2 ด้าน เพราะ ธปท. ไม่ต้องการเห็นหนี้ต่อจีดีพีโตสูงต่อเนื่อง เพราะไม่เหมาะสมในแง่เสถียรภาพ ขณะเดียวกัน ไม่อยากเหยียบเบรกให้ลงเร็วและแรงเกินไป เพราะถ้าทำลักษณะนี้จะมีผลต่อเศรษฐกิจ ถ้านึกภาพออกเศรษฐกิจชะลอตัวเยอะจะทำให้จีดีพีโตช้า

นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ต้องถามว่าการลดดอกเบี้ยตอนนี้จะช่วยกระตุ้นจีดีพีได้แค่ไหน ส่วนตัวหนี้ต้องชั่งผลระหว่างภาระหนี้กับสินเชื่อใหม่ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เรากังวล เพราะสัดส่วนครัวเรือนมีปัญหาหนี้สูง แต่การลดดอกเบี้ยผลที่ส่งต่อภาระหนี้ก็ไม่ได้เต็มที่

อีกทั้งหนี้สัดส่วนไม่น้อยเป็นหนี้ที่ไม่ได้เป็นอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว (Floating Rate) และมีทั้งดอกเบี้ยอัตราคงที่ (fixed rate) ซึ่งส่วนนี้ภาระหนี้ไม่ลดลงในแง่ที่ต้องจ่ายรายเดือน ดังนั้น ถ้าลดดอกเบี้ยแล้วจะทำให้ภาระหนี้ลดลงก็ไม่ใช่

“ขณะที่แรงกดดันการลดดอกเบี้ยมีมาตลอด ไม่ใช่มีแค่หลังเฟดลดดอกเบี้ย แต่มันไม่ใช่ว่าถ้าเฟดลดแล้วเราต้องลด แต่การที่เฟดลดก็กระทบปัจจัยหลายอย่าง รวมถึงตัวแปรที่ต้องคำนึงถึงการตัดสินใจในเรื่องดอกเบี้ย”นายเศรษฐพุฒิ กล่าว