นายณรงค์พล ประภานิรินธน์ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานการตลาด รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC)เปิดเผยภาพรวมสถานการณ์ที่อยู่อาศัยไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ว่า สถานการณ์การโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดหรือคอนโดมิเนียมของชาวต่างชาติในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 พบว่า ภาพรวมมีการชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก โดยมียอดโอนกรรมสิทธิ์ของชาวต่างชาติรวมกว่า 3,241 หน่วย ลดลง 17.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 3,919 หน่วย เช่นเดียวกับในแง่ของมูลค่าที่ปรับลดลง 17% เหลือประมาณ 13,646 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม สัดส่วนการซื้อของชาวต่างชาติเมื่อเทียบกับคนไทยยังคงใกล้เคียงเดิม โดยคิดเป็นสัดส่วนจำนวนหน่วยที่ 13% และสัดส่วนมูลค่าที่ 23% ของตลาดรวมทั้งหมด
เมื่อเจาะลึกกลุ่ม 10 สัญชาติที่ซื้อคอนโดมิเนียมในไทยมากที่สุด พบว่าชาวจีน ยังคงครองแชมป์อันดับ 1 อย่างเหนียวแน่น ด้วยยอดโอนกรรมสิทธิ์จำนวน 906 หน่วย คิดเป็นสัดส่วน 28% ของต่างชาติทั้งหมด รวมมูลค่ากว่า 3,493 ล้านบาท แม้ว่าตัวเลขนี้จะปรับลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า หน่วยโอนกรรมสิทธิ์ลดลง 38.8% และมูลค่าลดลง 42.9% เนื่องจากเผชิญกับมาตรการคุมเข้มการนำเงินออกนอกประเทศและภาวะเศรษฐกิจภายในของจีนเองก็ตาม
ทั้งนี้สิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในไตรมาสนี้คือ กำลังซื้อจากรัสเซียที่ทะยานขึ้นมาครองอันดับ 2 อย่างแข็งแกร่ง โดยมียอดโอนกรรมสิทธิ์ 383 หน่วย รวมมูลค่า 1,665 ล้านบาท ซึ่งเติบโตสวนกระแสอย่างก้าวกระโดด ทั้งในแง่จำนวนหน่วยที่เพิ่มขึ้นถึง 33% และมูลค่าที่พุ่งสูงถึง 68.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ปัจจัยหลักมาจากการหนีผลกระทบจากภัยสงครามและการมองหาที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย ตามมาด้วยอันดับ 3 คือ พม่า ที่มียอดโอน 279 หน่วย มูลค่า 968 ล้านบาท อันดับ 4 ไต้หวัน 136 หน่วย มูลค่า 688 ล้านบาท และอันดับ 5 สหรัฐอเมริกา 138 หน่วย มูลค่า 685 ล้านบาท
นอกจากรัสเซียแล้ว ยังมีอีกหลายสัญชาติที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ขยายตัวเป็นบวกในไตรมาส 1 นี้ ทั้งเยอรมัน ที่เติบโตด้านมูลค่า 18.1%, ออสเตรเลีย มูลค่าเติบโต 32.4% และ ฝรั่งเศส มูลค่าเติบโต 2.4% ในขณะที่อินเดีย มียอดโอนกรรมสิทธิ์จำนวนหน่วยเพิ่มขึ้น 40% แต่มูลค่าลดลงเล็กน้อยที่ 5.3%
สำหรับทำเลทองที่ชาวต่างชาติแต่ละกลุ่มนิยมซื้อนั้น ข้อมูลระบุว่า กลุ่มทุนจีน นิยมซื้อในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร, ชลบุรี และภูเก็ต ส่วนชาวรัสเซีย เทใจให้กับเมืองท่องเที่ยวอย่าง ภูเก็ต, ชลบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ในขณะที่เศรษฐีพม่า นิยมเลือกลงทุนในทำเล กรุงเทพมหานคร, สมุทรปราการ และเชียงใหม่
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทยยังคงหอมหวน และดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติได้อย่างต่อเนื่อง เป็นเพราะประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็น เมืองที่น่าอยู่ที่สุดอันดับที่ 18 จาก 191 ประเทศทั่วโลก เนื่องจากมีข้อได้เปรียบเรื่องค่าครองชีพและราคาอสังหาฯ ที่จับต้องได้ มีความพร้อมด้านระบบโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุน และมีชื่อเสียงระดับโลกในด้านระบบสาธารณสุขและการแพทย์ ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของชาวต่างชาติได้อย่างครบถ้วน
