“คลัง”  จ่อรีดงบค้างท่อแสนล้าน เติม ‘กระสุน’ รับมือวิกฤตพลังงาน

“คลัง” เตรียมดัน พ.ร.บ. โอนงบฯ ปี 69 รีดงบค้างท่อแสนล้าน เติม ‘กระสุน’ รับมือวิกฤตพลังงานและสถานการณ์ตะวันออกกลาง พร้อมกางยุทธศาสตร์ 3 ด้าน ช่วยกลุ่มเปราะบางและปฏิรูปทักษะ AI ทั่วประเทศ

วันนี้ (22 เม.ย. 69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้มีเพดานหนี้สาธารณะอยู่ที่ 70% ทำให้ยังมีช่องว่างในการกู้เงินได้อีกประมาณ 4% หรือคิดเป็นเงินราว 800,000 ล้านบาท เพดานหนี้ดังกล่าวถูกกำหนดโดยคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลัง และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมเช่นเดียวกับที่เคยปรับขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะพิจารณาเรื่องการกู้เงินเพิ่ม รัฐบาลมีนโยบายในการบริหารจัดการงบประมาณที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดก่อน เพื่อเตรียมกระสุนทางการเงินไว้รองรับวิกฤตพลังงานและสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

“รัฐบาลได้วางแผนการรวบรวมเม็ดเงินออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การทบทวนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 และการปรับรื้อร่างงบประมาณปี 2570 สำหรับงบประมาณปี 2569 รัฐบาลจะดึงเงินงบประมาณจากหน่วยงานที่ยังไม่ได้ดำเนินการจัดทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภายในกำหนดเส้นตายวันที่ 30 เม.ย. นี้กลับคืนมา ซึ่งคาดว่าจะสามารถรวบรวมงบส่วนนี้ได้ประมาณ 70,000 ถึง 100,000 ล้านบาท เมื่อนำมารวมกับงบกลางที่ยังเหลืออยู่อีกประมาณ 25,000 ล้านบาท จะทำให้รัฐบาลมีเม็ดเงินสำรองรวมทั้งสิ้นราว 95,000 ถึง 125,000 ล้านบาท ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวจะต้องทำออกมาตรการผ่านพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ คล้ายกับแนวทางที่เคยใช้ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ซึ่งคาดว่าจะสามารถนำเสนอเข้าสู่สภาได้เร็วที่สุดในช่วงกลางเดือนมิ.ย. นี้”

ในส่วนของงบประมาณปี 2570 รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนให้ปรับลดงบประมาณในส่วนที่ไม่จำเป็นออกทั้งหมด เช่น งบศึกษาดูงานต่างประเทศ งบก่อสร้างอาคารหน่วยงานราชการแห่งใหม่ หรือโครงการพัฒนาจังหวัดที่ยังไม่มีความจำเป็น เพื่อนำเม็ดเงินเหล่านี้ไปจัดสรรให้กับโครงการที่สามารถลดรายจ่ายระยะยาวได้ เช่น การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคาสถานที่ราชการ

สำหรับยุทธศาสตร์การใช้จ่ายงบประมาณที่รวบรวมมาได้ รัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายหลัก 3 ประการ ได้แก่

 1. การมุ่งเป้าช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง  เพื่อเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจและราคาพลังงาน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งหรือคนขับรถบรรทุก เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้นจนกระทบต่อประชาชนทั่วไป ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลมียอดการใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอยู่ประมาณเดือนละ 7,000 ถึง 10,000 ล้านบาท โดยงบประมาณรวมที่ต้องใช้นั้นจะขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสถานการณ์โลก

 2. การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ เนื่องจากประเทศไทยมีการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูงเกือบที่สุดในอาเซียน รัฐบาลจึงต้องเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด เช่น การส่งเสริมให้ประชาชนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านพร้อมหาแนวทางแก้กฎหมายให้สามารถขายไฟส่วนเกินคืนระบบได้ การพิจารณาให้เงินอุดหนุนเพื่อเปลี่ยนยานพาหนะเป็นรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งกรมสรรพสามิตกำลังศึกษาตัวเลขงบประมาณที่เหมาะสม รวมถึงการเปิดระบบ Direct PPA เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดได้โดยตรง

 3.การปฏิรูปประเทศ มุ่งเน้นการลงทุนเพื่ออนาคต โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับ การพัฒนาคนและทรัพยากรมนุษย์ ผ่านการให้ความรู้ด้านเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของคนไทย ควบคู่ไปกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการปฏิรูปด้านพลังงาน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถฟื้นตัวและกลับมาแข็งแกร่งได้มากกว่าเดิมหลังผ่านพ้นวิกฤต