ดับฝันจีดีพี 5% ผู้ว่า ธปท.รับเศรษฐกิจไทยไม่ได้ดีขนาดนั้น
ต้นกุมภาฯ อีจัน
4 กรกฎาคม 2567

เรื่องร้อนเศรษฐกิจที่ขณะนี้หลายฝ่ายเป็นกังวลหนักมาก เรื่องของดอกเบี้ย เพราะถ้าเทียบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังไม่ปังอย่างที่คิด การที่ดอกเบี้ยไทยยืนอยู่ระดับ 2.5% ถือว่าสูงมาก และสร้างผลกระทบต่อประชาชนที่เป็นหนี้ทุกคน
วันนี้ (4 ก.ค.67) นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยกับสื่อมวลชนระบุว่า ต้องบอกว่า ธปท.ทราบดีว่าเศรษฐกิจไม่ดีขนาดนั้น เมื่อดูตัวเลขการฟื้นตัวหากเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ประเทศไทยค่อนข้างช้าอย่างเห็นได้ชัด แม้เศรษฐกิจมีการฟื้นตัวคือโตต่อเนื่อง และทยอยฟื้นตัวกลับสู่ศักยภาพ แต่ที่ดีในแง่ของภาพรวม ซึ่งมันซ่อนความลำบากและความทุกข์ของประชาชนไม่น้อยในหลายกลุ่ม
นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ตัวที่สะท้อนตัวเลขจีดีพีได้ดีที่สุดคือชีวิตความเป็นอยู่ของคน โดยเฉพาะด้านรายได้และรายจ่ายสะท้อนความเป็นจริง ธปท.ได้ดู 2 กลุ่ม คือกลุ่มลูกจ้าง และประกอบอาชีพอิสระ สะท้อนดัชนีระดับรายได้โดยสิ้นปี 2562 อยู่ที่ 100 ก่อนจะเกิดโควิด และถึงปัจจุบัน โดยลูกจ้างนอกภาคเกษตรและกลุ่มอาชีพอิสระ รายได้ตอนนี้อยู่ที่ 108.9 หากดูเพียงตัวเลขสะท้อนรายได้ที่สูงขึ้น

“แต่ตัวเลขนี้ซ่อนความลำบาก ความทุกข์ของประชาชนเห็นได้ชัด เห็นได้จากระดับรายได้สูงขึ้น แต่มีหลุมรายได้ที่เกิดขึ้นระหว่างทางหายไปจากที่ปกติควรจะได้ ดังนั้น เมื่อเห็นตัวเลขเศรษฐกิจเทียบกับในอดีตเห็นว่าโตขึ้น ตัวเลขเหล่านี้ไม่สะท้อนความลำบากของประชาชน ขณะเดียวกัน รายได้เมื่อเทียบกับรายจ่ายที่มีค่าครองชีพที่สูงขึ้น ถ้าดูดัชนีผู้บริโภคจะเห็นว่าจากเดิมอยู่ที่ 100 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 107.2”นายเศรษฐพุฒิกล่าว
ขณะเดียวกัน จากตัวเลขเงินเฟ้อต่ำแล้วทำไมไม่ลดดอกเบี้ย ตอนที่บอกเงินเฟ้อต่ำไม่ได้บอกว่าราคาของถูกลง แต่ราคาของขึ้นแล้วแต่ไม่ลดลง เมื่อดูอัตราเงินเฟ้อลดลงแต่ราคาของหากเทียบ 5 ปีก่อนเพิ่มขึ้น และเพิ่มขึ้นไม่น้อย ทั้งน้ำมัน ไข่ไก่ จากเดิมฟองละ 4 บาท ขึ้นไป 5 บาท เพิ่มขึ้น 25% สิ่งของที่ใช้เป็นประจำ
ดังนั้น สะท้อนว่าเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น ทำให้ราคาของขึ้นแล้วไม่ลง ซึ่งเรื่องนี้ยังไงก็ต้องใส่ใจ เพราะราคาสินค้าแพงขึ้นเยอะ นอกจากนี้ ปัญหาหนีที่สูงขึ้นและสร้างปัญหาให้กับคน ตอนที่พูดว่าเศรษฐกิจฟื้นเข้าสู่ปกติ แต่ตัวเลขเป็นตัวเลขเฉลี่ยภาพรวม แต่ซ่อนความทุกข์และสร้างความลำบากของคนไม่น้อย

สำหรับเหตุผลที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ฟื้นตัวช้า เพราะไทยพึ่งพาภาคการบริการ คือภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นช้า หากเทียบกับประเทศที่พึ่งพาการส่งออกจะฟื้นได้เร็ว ซึ่งไทยที่พึ่งพาภาคการท่องเที่ยวสูง ทำให้การฟื้นตัวช้ากว่าที่อื่นค่อนข้างมาก อีกทั้งภาคการส่งออก และการผลิตน่าเป็นห่วงมาก เจอปัญหาเชิงโครงสร้างหนักขึ้น เพราะเจอความท้าทายเรื่องการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะปัญหาจากจีน ทำให้สภาวะการแข่งขันเข้มข้น
เพื่อจะทำให้ไทยจูนความคาดหวังเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยจะค่อยๆ ฟื้นและกลับเข้าสู่ศักยภาพระยะยาวเศรษฐกิจไทย ซึ่งของไทยก็ไม่ได้สูงขนาดนั้น และไม่ได้อยู่ที่ 4% หรือ 5% แต่น่าจะอยู่ที่ 3% โดยตัวเลขคร่าวๆ ถ้าเศรษฐกิจไทยจะสามารถเป็นเท่าไหร่ได้ก็มาจากแรงงานที่มีมีกี่คน และแรงงานสามารถผลิตได้เท่าไหร่ ถ้าแรงงานเยอะและมีประสิทธิภาพสูงจะทำให้โตขึ้นได้
“จะเห็นว่าจีดีพีช่วงนี้ดร็อปลงจาก 4% เหลือ 2.8% สาเหตุมาจากการที่แรงงานหดตัวลง การคาดการณ์ของ ธปท.ตอนฟื้นจะฟื้นกลับไปที่เท่าไหร่คงจะไม่ฟื้นกลับไปที่ 4% หรือ 5% แต่จะฟื้นกลับไปที่ 3% แต่ไม่ใช่ว่าปรับไม่ได้ เพราะถ้าอยากจะให้โตมากกว่านี้ต้องทำเชิงโครงสร้าง มีการลงทุน มีเทคโนโลยีใหม่ แต่ไม่ใช่มาจากการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะถ้าผลิตเท่าเดิมแล้วกระตุ้นให้ตาย เศรษฐกิจไทยจะกลับมาเท่าเดิม หรืออยู่ที่ราว 3%”นายเศรษฐพุฒิกล่าว
ขณะที่เรื่องดอกเบี้ย ตอนนี้เศรษฐกิจฟื้นช้า เงินเฟ้อต่ำ หนี้มีไม่น้อย ทำไมไม่ลดดอกเบี้ย กรอบเงินเฟ้อที่ใช้คือกรอบยืดหยุ่น ถ้าจะดูว่าดอกเบี้ยจะเป็นเท่าไหร่ไม่ได้ดูแค่เงินเฟ้อต้องดูเรื่องอื่นด้วย ทั้งการเติบโตเศรษบกิจ เสถียรภาพทางการเงินในหลายมิติ ไม่มีสูตรตายตัว เช่น เงินเฟ้อต่ำต้องลดลอกเบี้ย เช่น ประเทศอื่นที่มีกรอบเงินเฟ้อจะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ตายตัว ซึ่ง ธปท.ดูหลายอย่างด้วยกัน

ดังนั้น การที่ดำเนินนโยบายการเงินต้องพิจารณาเทรนด์ และอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เพราะหลายคนจะดูสถานการณ์ปัจจุบัน แต่นโยบายการเงินการตัดสินใจวันนี้จะมีผลในวันข้างหน้า แต่ถ้าดูเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/67 จีดีพีอยู่ที่ 1.5% เงินเฟ้อติดลบ หนีครัวเรือนระดับสูง ทำไมไม่ลดดอกเบี้ย เพราะตัดสินใจวันนี้ไม่ได้ ต้องมองไปข้างหน้า เพื่อดูแนวโน้มเศรษฐกิจคาดว่าจะทยอยฟื้นตัวกลับเข้าสู่ศักยภาพที่ราว 3%
ถ้าในแง่ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1/67 อยู่ที่ 1.5 ออกมาดีกว่าที่คาด ไตรมาส 2/67 จะเห็นตัวเลขน่าจะเกิน 2% แต่ไตรมาส 3/67 จากฐานที่ต่ำจะเห็นตัวเลข 3% และไตรมาส 4/67 จะเห็นตัวเลขใกล้ 4% ก็คือ 3% เทียบตัวเลขปีต่อปีจะเพิ่มขึ้น มองไปข้างหน้าปี 68 จะโตที่ 3% คือการเติบโตเข้าสู่ศักยภาพ
“ยืนยันว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายในขณะนี้เหมาะสมกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และเสถียรภาพการเงิน แต่ ธปท.ก็ไม่ได้ปิดประตูการปรับลดดอกเบี้ย หากเอาต์ลุคมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อ การขยายตัวของเศรษฐกิจ พร้อมมองว่าการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ ไม่ใช่การใช้เครื่องมืออัตราดอกเบี้ยเพียงเครื่องมือเดียว แต่ต้องมีเครื่องมืออื่นเข้ามาช่วยเสริมด้วย เช่น มาตรการการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน”นายเศรษฐพุฒิกล่าว