ธปท. ห่วงบาทแข็ง รับแรงกดดันทองแพง ย้ำเข้าดูแลลด “ผันผวน”

“แบงก์ชาติ” ห่วงเงินบาทแข็ง รับแรงกดดันดอลลาร์อ่อน-ทองคำแพง ย้ำเข้าดูแลลด “ความผันผวน” ห่วงกระทบผู้ส่งออก พร้อมเรียกคุย “สมาคมค้าทองคำ” ถกเก็บภาษีทอง-เทรดค่าเงินดอลลาร์ ยังอยู่ระหว่างหารือ

วันนี้ (16 ก.ย.68) ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงาน “ผู้ว่าการพบสื่อมวลชน (Meet the Press)“ ว่าสถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาก และเป็นการแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่ ธปท. ไม่ได้อยากเห็น โดยเงินบาทแข็งค่าส่วนหนึ่งมาจากสาเหตุ ดังนี้

1.เงินดอลลาร์ฯ ที่อ่อนค่าลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับพื้นฐาน เนื่องจากมาตรการภาษีที่ออกมาต้องทำให้เงินดอลลาร์ฯ แข็งค่าขึ้นแต่กลับอ่อนค่าลง

2.ทองคำ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เงินบาทแข็งค่ามากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยความสัมพันธ์ระหว่างเงินบาทกับทองคำอยู่ที่ 0.7% ดังนั้น เมื่อราคาทองคำปรับตัวขึ้นจึงทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นด้วย

ทั้งนี้ ธปท. ไม่ได้นิ่งนอนใจกับสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น โดยที่ผ่านมา ได้ดำเนินการดูแลค่าเงิน เช่น การลดอัตราดอกเบี้ยนโนบาย อย่างไรก็ตาม การลดอัตราดอกเบี้ยนโนบายไม่ได้ส่งผลต่อค่าเงินชัดเจนมากนัก นอกจากนี้ ธปท. ยังได้เข้าไปลดความผันผวนของค่าเงิน เพื่อไม่ให้ค่าเงินเคลื่อนไหวเร็ว และแรงจนเกินไปจนส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออก

“ดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน แต่ค่าเงินบาทก็ค่อนข้างแข็งเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน“

ขณะที่เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 68 ธปท. ได้หารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องในแวดวงทองคำถึงวิธีลดผลกระทบของการซื้อขายทองต่อค่าเงินบาท โดยได้หารือกันใน 2 มาตรการได้แก่ 1.การเก็บภาษีทองคำ 2.การสนับสนุนให้ซื้อขายทองคำผ่านเงินดอลลาร์ฯ 

“ย้ำว่า 2 มาตรการนี้อยู่ในขั้นตอนของการหารือเท่านั้น โดยยังต้องมีการหารือกับอีกหลายภาคส่วน”

ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าวว่า สำหรับกรณีที่มีการส่งออกทองไปกัมพูชามากผิดปกติ การส่งออกทองคำทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถตอบได้ว่าเกี่ยวโยงกับธุรกิจสีเทาหรือไม่ แต่เป็นเรื่องที่รัฐบาลและ ธปท. ให้ความสำคัญ

ส่วนกรณีความเป็นห่วงเรื่องเงินสีเทา หรือเงินของธุรกิจผิดกฎหมายที่มากระทบต่อค่าเงินบาท ดร. เศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ธุรกรรมที่ออกมาเป็นดุลการชำระเงินมีทั้งหมด 12.4 พันล้านดอลลาร์ฯ 

อย่างไรก็ตาม มีตัวเลขที่เป็น Error and Omissions ค่อนข้างมากโดยมาจากหลายที่ทั้งคริปโทฯ การส่งออก นำเข้า ซึ่งหากตัวเลขนี้มีความชัดเจนขึ้นจึงจะระบุได้ว่ามาจากสิ่งที่หลายฝ่ายกังวลหรือไม่