วันนี้ (18 พ.ค. 69) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยระหว่างแถลงภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/2569 และแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 ว่า ภาพรวมการนำเข้าสินค้าของไทยในไตรมาสแรกปีนี้ ขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งในด้านปริมาณและมูลค่า โดยมีมูลค่าการนำเข้าสูงถึง 95,399 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 33.1% ถือเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 18 ไตรมาส
ทั้งนี้ การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ประเทศไทยกลับมาขาดดุลการค้าเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส โดยไตรมาสที่ผ่านมา ไทยขาดดุลการค้าประมาณ 0.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 69,000 ล้านบาท
นายดนุชา กล่าวว่า สินค้านำเข้าหลักยังเป็นกลุ่มชิ้นส่วนแผงวงจรรวม แผงวงจรพิมพ์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ เพื่อรองรับการผลิตและการส่งออกในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวต่อเนื่องจากการลงทุนภาคเอกชน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตาคือ การนำเข้าทองคำและอัญมณีที่เพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะทองคำ ซึ่งไตรมาสแรกมีมูลค่านำเข้าสูงถึงประมาณ 3 แสนล้านบาท สะท้อนพฤติกรรมประชาชนที่หันไปลงทุนและเก็งกำไรทองคำมากขึ้น
“บางวันมูลค่าการซื้อขายทองคำสูงกว่ามูลค่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ เสียอีก หากหักมูลค่าการนำเข้าทองคำออกไป ไทยจะยังเกินดุลการค้าอยู่” นายดนุชา กล่าว
สำหรับแนวโน้มการนำเข้าสินค้าในระยะต่อไป คาดว่าจะยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยทั้งปี 2569 ไทยมีแนวโน้มนำเข้าสินค้ารวม 3.56 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 14.2% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 8.4% ในเชิงปริมาณ
นายดนุชา กล่าวต่อไปว่า สินค้าที่มีแนวโน้มนำเข้าเพิ่มขึ้นยังเป็นกลุ่มสินค้าทุนและวัตถุดิบ เพื่อรองรับการผลิตตามทิศทางการส่งออกที่ขยายตัว แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากต้นทุนการนำเข้าที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาพลังงานและวัตถุดิบสำคัญ เช่น แม่ปุ๋ยยูเรีย ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ ไทยยังนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 46-50% ของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมด หากราคาน้ำมันและปุ๋ยยังทรงตัวในระดับสูง ก็จะเป็นอีกแรงกดดันต่อค่าครองชีพและต้นทุนเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไป
