วันนี้ (13 พ.ค.69) ดร.ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. ระบุว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยถึง พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ของรัฐบาล นั้น คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้มีการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าเกี่ยวกับมาตรการนี้ แม้ในขณะที่ทำการประเมินเบื้องต้นจะยังไม่มีความชัดเจนเรื่องตัวเลขที่แน่นอน ณ จุดนั้น ไม่ทราบว่าเม็ดเงินจะออกมาเท่าไหร่ จะแบ่งอย่างไร แต่ กนง.ได้ทำแบบจำลอง เพื่อประเมินผลกระทบไว้ก่อนแล้ว
โดยในช่วงแรกคาดการณ์ตัวเลขไว้ที่ประมาณ 300,000 ล้านบาท แต่เมื่อตัวเลขจริงออกมาเป็น 400,000 ล้านบาท กนง. มองว่าไม่ได้มีนัยยะต่างกันมากนัก ในแง่ของการจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน เนื่องจาก กนง. ได้เห็นภาพรวมและผลกระทบเบื้องต้นไปแล้ว เม็ดเงินก้อนนี้ส่งผลต่อเศรษฐกิจในระดับที่พอสมควร แต่มีผลกระทบต่อเงินเฟ้อเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“เม็ดเงิน 400,000 ล้าน หากมีการออกมา กรอบหนี้อาจเข้าใกล้กรอบหนี้สาธารณะที่ 70% พอสมควร อาจไม่ใช่ในปีนี้ แต่ในอีก 2 ปีข้างหน้า เรื่องนี้แปลว่าพื้นที่ทางการคลังและนโยบายการคลังจะเหลือน้อยลงมาก”

ดังนั้น กนง. เห็นว่าพื้นที่งบฯ เหลือน้อยลง จึงต้องพยายามใช้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ในตอนนั้นยังไม่ได้พูดถึงตัวเลข 400,000 ล้าน เพราะยังไม่ทราบเม็ดเงิน แต่มีการพูดว่าหากจะมีมาตรการกระตุ้นการบริโภค ก็ควรทำให้กำหนดเป้าหมาย (targeted) เพราะงบประมาณมีจำกัด และต้องพยายามใช้อย่างระมัดระวัง ไม่ให้หมดก่อน หากเกิดอุบัติเหตุ หรือวิกฤตใหญ่ขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2569 หรือปี 2570
ทั้งนี้ กนง. ยังให้ความสำคัญกับการลงทุนในส่วนที่ 2 อย่างมาก เพราะมองว่าจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศไทยในระยะยาว ภาครัฐเองก็ค่อนข้างระมัดระวังในส่วนนี้ แผนการคลังระยะกลางมีความตั้งใจจะปรับลดการขาดดุลการคลัง จากปัจจุบันประมาณ 3.9% ให้เหลือประมาณ 1.5% ในช่วงท้ายของแผนระยะปานกลาง

นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า รายละเอียดการใช้เงินกู้ที่ดูเหมือนจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ช่วงละ 200,000 ล้านบาท การประเมินผลกระทบ (Impact) ที่จะเพิ่มขึ้นจากกรณีฐานได้พิจารณาจากการใช้เงิน 200,000 ล้านบาทแรก ซึ่งมีการระบุรายละเอียดไว้แล้วว่าจะนำไปใช้ใน มาตรการคนละครึ่ง และการโอนเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
“โดยเม็ดเงินก้อนแรกนี้ ได้ถูกรวมเข้าไปในประมาณการเศรษฐกิจเบื้องต้นที่คาดว่าจะช่วยให้ GDP ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ 0.6% แล้ว แต่สำหรับงบฯ 200,000 ล้านบาทหลัง ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน ทำให้ในการทำประมาณการ เรายังไม่ได้ให้ผลบวกต่อเศรษฐกิจจากเงินก้อนหลังนี้มากนักในปีนี้”

นอกจานี้ ธปท. ตอบประเด็นเงินกู้ 400,000 ล้านบาท จะป้องกันเกิดภาวะ Stagflation (ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อสูง) ได้จริงหรือไม่? นางปราณีกล่าวว่า หากไปดูในเอกสารของกระทรวงการคลังที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เขาใช้คำว่ามาตรการนี้มีไว้เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิด Stagflation ไม่ได้หมายความว่ามันกำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้
แบงก์ชาติและกระทรวงพาณิชย์ขอยืนยันตรงกันว่า แนวโน้มเงินเฟ้อกำลังปรับลดลง โดยปีนี้คาดไว้ที่ 2.9% และปีหน้าจะลดลงเหลือ 1.5% ทางตัวแทนแบงก์ชาติยังได้ขยายความเพิ่มเติมว่า ภาวะ Stagflation ที่แท้จริงคือการที่เงินเฟ้อต้องสูงและค้างอยู่นาน (เหมือนในสหรัฐฯ ปี 1973 หรือ 1979)
“แต่สำหรับประเทศไทย เส้นทางของเงินเฟ้อในช่วงปลายปีจะปรับลดลงค่อนข้างเยอะจากผลของฐาน ดังนั้น ถามว่ามันใกล้จะเกิดหรือไม่ คำตอบคือไม่ แต่มาตรการกู้เงินนี้ถูกวางไว้เพื่อเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงในกรณีที่สถานการณ์ไม่เป็นไปตามคาดเท่านั้น”
