มั่นใจ! “จุลพันธ์” ยันระบบแจกเงิน 10,000 เสร็จทันไตรมาส 2
ต้นกุมภาฯ อีจัน
13 มีนาคม 2568

วันนี้ (13 มี.ค.68) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ทำหน้าที่ตอบกระทู้แทน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
ตามที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ตั้งกระทู้ถามเรื่องเพย์เมนต์ แพลตฟอร์ม (Payment Platform) สำหรับดำเนินการโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ซึ่งจะมีการพัฒนาระบบแอปฯ ขึ้นมาใหม่ แต่นายกฯ กลับระบุว่าเงิน 10,000 บาทจะใช้จ่ายผ่านแอปฯ ทางรัฐ จึงสงสัยว่าสรุปแล้วในโครงการนี้จะใช้เงินผ่านช่องทางใด
นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เรื่องเพย์เมนต์ แพลตฟอร์ม ว่าสามารถสแกนในระบบทางรัฐ ได้หรือไม่นั้น สามารถดำเนินการได้ทั้ง 2 ทาง ในส่วนของผู้พัฒนาได้พัฒนาแบบคู่ขนาน คือตัวระบบทางรัฐ ไม่ใช่เรื่องเพย์เมนต์ แพลตฟอร์ม
ซึ่งสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA ที่เป็นหน่วยงานพัฒนาระบบของรัฐ ได้พัฒนาระบบมา 4 ระบบ อาทิ 1.ระบบลงทะเบียนประชาชน 2.ระบบลงทะเบียนร้านค้า 3.ทางรัฐวอลเล็ต และ 4.ระบบแพลตฟอร์มการชำระเงิน

แต่เวลาที่ใช้ทางรัฐ คือหน้ากากที่ประชาชนจะต้องใช้ ส่วนแอปฯจริงๆ ที่จะดำเนินการอยู่เบื้องหลัง ซึ่งผู้ใช้ทั่วไปอาจจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปรู้ว่าเป็นอะไร แต่กลไกที่ใช้ชำระเงิน เมื่อเติมเงิน 10,000 ผ่านดิจิทัลวอลเล็ตไปให้ประชาชนแล้ว สามารถทำได้ 2 ช่องทาง 1.คือการใช้แอปฯทางรัฐ ที่ขณะนี้กำลังมีการพัฒนาระบบ เชื่อว่าสามารถดำเนินการได้ครบถ้วน
อย่างไรก็ตาม ในอนาคตแอปฯ ทางรัฐ รวมถึงระบบการชำระเงินทั้งหมดจะเป็นระบบเพย์เมนต์ แพลตฟอร์ม การชำระเงินกลางของรัฐที่ประชาชนสามารถใช้ได้ สำหรับเงินประเภทต่างๆ ในอนาคตอาจจะมีการโยกย้ายสวัสดิการประเภทต่างๆ มารวมศูนย์อยู่ในจุดเดียว ซึ่งหากไปดูระบบของต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ จะเห็นว่ามีสวัสดิการต่างๆ ไว้ที่จุดเดียวได้ เราจะต้องพัฒนาระบบตรงนี้ไปให้ถึงให้ได้
2.เรื่องการเชื่อมต่อกับสถาบันการเงิน ทั้งธนาคารพาณิชย์ และผู้ประกอบธุรกิจไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) รวมถึงส่วนที่เป็นเพย์เมนต์ของวอลเล็ตที่ไม่ได้เป็นธนาคารนั้น ทุกส่วนที่เข้าร่วมได้แจ้งความประสงค์เข้ามามาก โดยเฉพาะแบงก์ใหญ่เข้าร่วมหมด หรือเป็นระบบที่เรียกว่า Open Loop คือการที่ทุกภาคส่วนเข้ามาเชื่อมต่อกับแอปฯทางรัฐ

โดยที่ธนาคารไม่ได้ทำเรื่องการเช็กคุณสมบัติ หรือการเคลียร์การโอนและจ่ายต่างๆ ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นเรื่องของรัฐ รัฐบาลเพียงแค่เปิดประตูให้ธนาคารเหล่านั้นมาเชื่อม เพื่อให้เกิดความสะดวกกับประชาชน เพราะคุ้นชินกับระบบโอนจ่ายของธนาคารปกติ
อย่างไรก็ตาม แม้จะโอนจ่ายเงินในธนาคาร แต่สุดท้ายก็ต้องโหลดแอปฯทางรัฐอยู่ดี เพื่อให้มีการลิงก์กันระหว่าง 2 แอปฯ เพื่อที่จะชำระเงิน เพราะธนาคารพาณิชย์จะเป็นส่วนของผู้ใช้ แต่ของแอปฯทางรัฐ จะเป็นตัวเชื่อมระบบในการทำเรื่องระบบเพย์เมนต์ แพลตฟอร์ม และการโอนเม็ดเงินที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด ฉะนั้น จึงจำเป็นต้องโหลดทั้ง 2 แอปฯ อยู่แล้ว
“ขณะนี้มีผู้ใช้งานแอปฯ ทางรัฐ 34 ล้านคน เป็นแอปฯ ของรัฐบาลที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด และเราจะพัฒนาต่อไป”นายจุลพันธ์ กล่าว

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ ตนไม่สามารถตอบได้ว่าระบบพัฒนาไปถึงไหนและจะจบสิ้นเมื่อไหร่ แต่ในฐานะที่คลังเป็นโปรเจ็กต์ออนเนอร์ กระทรวงการคลังจะรับทราบจากที่แต่ละกระทรวงรายงานมาว่าพร้อมเมื่อไหร่ ซึ่งเร็วๆ นี้จะเริ่มทดสอบระบบแบบเอ็นทูเอ็น คือทดสอบระบบใช้งานทั้งหมด
ขณะนี้มีการย้ายแอปฯ ไปอยู่ในระบบเซิร์ฟเวอร์ของกระทรวงดิจิทัลฯ น่าจะใกล้เสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ตนไม่แน่ใจไทม์ไลน์เพราะเป็นกระบวนภายในที่ภาครัฐดำเนินการ และยืนยันในกรอบเวลาที่ให้เอาไว้ รวมถึงคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุด โดยนายกฯ ได้ตั้งคณะอนุฯ เพื่อตรวจสอบเรื่องนี้โดยเฉพาะ
“แอปฯทางรัฐ จะพัฒนาระบบต่างๆ เพื่อใช้งานร่วมกับธนาคารพาณิชย์ รวมถึงยืนยันในกรอบเวลาไม่มีต้นไตรมาส 3 แต่ยังเชื่อมั่นว่าการเดินหน้าโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ไตรมาส 2 เรียบร้อยแน่นอน”นายจุลพันธ์ กล่าว