“พิพัฒน์” ลั่น สัปดาห์นี้ “น้ำมันต้องไม่ขาดปั๊ม” เบรกสำรองปล่อยสต๊อกสู่ตลาด

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

23 มีนาคม 2569

“พิพัฒน์” ลั่น สัปดาห์นี้ “น้ำมันต้องไม่ขาดปั๊ม” เบรกสำรองปล่อยสต๊อกสู่ตลาด

วันนี้ (23 มี.ค. 69) นายพิพัฒน์ รัชกิจประกาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 21 มี.ค. ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในคำสั่งให้งดหรือชะลอการเก็บน้ำมันสำรองเพิ่มซึ่งเดิมที่มีแผนจะเพิ่มน้ำมันสำรองของผู้ค้าตามมาตร 7 ในวันที่ 31 มี.ค. อีก 0.5% และในวันที่ 30 เม.ย. อีก 1.5% รวมเป็น 3% โดยให้คงระดับน้ำมันสำรองไว้ที่ 1% ตามเดิม เหมือนช่วงก่อนที่จะเกิดสถานการณ์สงคราม โดยการชะลอการเก็บสำรองนี้ เพื่อให้ผู้ค้าตามมาตรา 7 และโรงกลั่นสามารถปล่อยน้ำมันสำรองออกมาสู่ตลาดให้เพียงพอกับความต้องการ 

“นายกฯ  ได้มีข้อสั่งการว่า ภายในสัปดาห์นี้ เราคงจะได้เห็นว่าไม่มีสถานีบริการใดที่บอกว่าไม่มีน้ำมันขาย ซึ่งจากการประชุมร่วมกับทุกบริษัทตามมาตรา 7 ทุกแห่งได้รับทราบและพร้อมปฏิบัติตามข้อสั่งการของนายกฯ ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยโรงกลั่นต่าง ๆ พยายามเดินเครื่องกลั่นที่ 100% หรือบางแห่งอาจเกินกว่า 100% ของกำลังการผลิตสูงสุด เพื่อเร่งปล่อยน้ำมันให้กับผู้ค้าไปบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน” นายพิพัฒน์ กล่าว

รองนายกฯ กล่าวว่า ในช่วงสุดสัปดาห์นี้เราจะมีน้ำมันดีเซล B20 ออกมา โดยบริษัท OR (โออาร์), บางจาก และเชลล์ จะพร้อมให้บริการสำหรับกลุ่มผู้ใช้ทางด้านอุตสาหกรรมผ่านทางจ๊อบเบอร์ (Jobber) เพื่อเป็นการระบายและเพิ่มทางเลือกในการใช้พลังงาน

ด้านนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ผลการประชุมในสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ประชุมได้มีมติหลักใน 2 เรื่อง และได้ดำเนินการในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่าน เรื่องแรกคือ นายกฯ ได้มีคำสั่งให้ติดประกาศราคาน้ำมันที่คลังน้ำมันให้ไม่สูงกว่าราคาหน้าปั๊มน้ำมันจากเดิมไม่เคยมี เรื่องที่สองคือการออกตรวจคลังน้ำมันทั้ง 8 จุด ใน 4 จังหวัด นำโดยกระทรวงยุตธรรม จากผลการตรวจคลังน้ำมันยังไม่พบการกักตุนหรือสิ่งผิดปกติ

“ส่วนภาพที่เห็นว่ามีประชาชนไปรอเติมน้ำมันตามสถานีบริการต่างๆ ที่อาจจะยังขาดอยู่ เพราะการส่งน้ำมันจากคลังน้ำมันออกไปยังสถานีบริการต่างๆ มีการขนส่งอยู่ 2-3 รูปแบบด้วยกัน เช่น ส่งผ่านทางท่อขนส่งน้ำมัน จะมีการส่งตามรอบปฏิทินที่ได้กำหนดไม่สามารถส่งน้ำมันทุกชนิดในเวลาเดียวกัน จึงทำให้ช่วงเวลาที่มีความต้องการเติมน้ำมันมากกว่าเวลาปกติ ทำให้การขนส่งน้ำมันมีความล่าช้าไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยยอดใช้ดีเซลเฉลี่ยขยับจาก 65-66 ล้านลิตร เป็น 84 ล้านลิตรต่อวัน และในบางช่วงเวลาพุ่งสูงเกิน 100 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งเป็นผลมาจากความกังวลของประชาชน”

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐได้ออกมาตรการเร่งด่วน โดยอนุญาตให้รถขนส่งน้ำมันทำงานได้ 24 ชั่วโมง และผ่อนปรนการเก็บน้ำมันสำรองตามกฎหมาย เพื่อระบายน้ำมันเข้าสู่หัวจ่ายให้เร็วที่สุด ขณะที่โรงกลั่นน้ำมันในประเทศได้เร่งเดินเครื่องเต็มกำลังผลิตจาก 100% เป็น 110% เพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว โดยคาดว่าจำนวนสถานีบริการที่น้ำมันขาดจะลดลงกว่าครึ่ง