ย้อนรอย “ดิจิทัลวอลเล็ต” จากนโยบาย “เรือธง” ขยับไซส์ลงเหลือ “เรือแจว”

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

31 ธันวาคม 2567

ย้อนรอย “ดิจิทัลวอลเล็ต” จากนโยบาย “เรือธง” ขยับไซส์ลงเหลือ “เรือแจว”

แม้คนไทยส่วนหนึ่งจะได้รับเงินหมื่นกันไปบ้างแล้ว แต่หากย้อนรอย “ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท” ตามนโยบายเรือธงของพรรคเพื่อไทย ในสมัย “เศรษฐา ทวีสิน” เป็นนายกรัฐมนตรี

ถือว่ากว่าจะมีวันนี้ มันไม่ง่ายจริงๆ..

สำหรับออริจินัลโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทนั้น แต่เดิมมุ่งแจกให้คนไทยอายุ 16 ปีขึ้นไป จำนวน 54 ล้านคน ใช้งบประมาณถึง 5.6 แสนล้านบาทกันเลยทีเดียว

แต่แล้วเมื่อพรรคเพื่อไทยได้ขึ้นบริหารประเทศจริง คนไทยที่รอเงิน 10,000 บาทก็ลุ้นกันทุกวัน เพราะรัฐบาลยังไม่โอนเงินตามสัญญาสักที จนเกิดวลีสุดฮิตที่ว่า “เงิน 1 หมื่น โอนกี่โมง ?”

ตามมาติดๆ กับพรรคฝ่ายค้านที่ไล่บี้ไม่หยุดว่า “เพื่อไทย” ไม่สามารถดันนโยบายนี้เป็นรูปธรรมได้ จนถูกเย้ยว่าจากนโยบาย “เรือธง” ลดไซส์ลงเหลือ “เรือแจว”

เพราะจากที่รู้กันดี นโยบายนี้ใช้เงินมหาศาล และแน่นอนงบฯ ครึ่งล้านล้านบาท เป็นโจทย์ที่ยากลำบากในการเข็นเรือธง ให้เดินหน้าต่อไปได้

ประกอบกับระหว่างทางมีเสียงวิจารณ์และคัดค้านจากหลายฝ่าย เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ทำเอกสารถึงรัฐบาล โดยระบุถึง ผลกระทบต่อฐานะการคลังในอนาคต และการนำงบประมาณมาใช้โดยไม่ก่อให้เกิดผลผลิต และระบบเศรษฐกิจด้วยวิธีการแจกเงิน

และที่ฮือฮาสุดๆ กับ 99 นักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ ในระดับแนวหน้าของไทย ร่วมลงชื่อออกแถลงการณ์ร่วม เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิก “นโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท” เพราะเป็นนโยบายที่ “ได้ไม่คุ้มเสีย”

ซึ่งนอกจากปัญหาการหางบฯ มาแจกให้ครบ 54 ล้านคน รัฐบาลต้องหาเงินไปทำระบบบล็อกเชนที่ต้องใช้เงินมากพอสมควร เพื่อจะพัฒนาระบบไปสู่ “ซูเปอร์แอปฯ” ในเวอร์ชั่นของรัฐบาล

แต่ระบบนี้กลับไม่โดนใจคนไทยเท่าไหร่นัก เพราะสร้างความสับสนให้กับการใช้เงินสุดๆ ตั้งแต่ไม่ได้รับแจกเป็นเงินสด แต่ให้ใช้เป็น “ดิจิทัลวอลเล็ต”

อีกทั้งการใช้จ่ายเงินก็ทำได้ยาก เพราะมีการกำหนดให้ใช้จ่ายในรัศมี 4 กม. อ้างอิงจากที่อยู่ตามบัตรประชาชน ถ้าใครมีภูมิลำเนาไม่ตรงกับที่อยู่ในปัจจุบัน หากจะใช้เงินต้องกลับไปใช้จ่ายเฉพาะพื้นที่ที่กำหนดไว้เท่านั้น

และที่วิจารณ์อย่างหนักกับเงื่อนไขร้านค้าถูกมองว่าเอื้อให้กับ “ร้านสะดวกซื้อ” มากกว่าสนับสนุนให้กับร้านโชห่วย หรือร้านค้าทั่วไป เพราะเงินที่ใช้จ่ายในโครงการจะใช้ได้กับร้านที่อยู่ในระบบภาษี

หากจะทำให้เห็นภาพความต่างชัดๆ เทียบกับโครงการ “คนละครึ่ง” ที่ไม่มีเงื่อนไข และใช้จ่ายได้ทุกร้านค้า ซึ่งเป็นที่นิยมของประชาชน ถึงขั้นเรียกร้องให้รัฐบาลนำกลับมาใช้อีกครั้ง

เมื่อเกิดปัญหาซัดเข้ามาเป็นมรสุม ซ้ำร้ายดันมาเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง เมื่อต้องเปลี่ยนตัวผู้นำรัฐบาลจาก “เศรษฐา” เป็น “อุ๊งอิ๊ง” ทันที!

ซึ่งช่วงนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายแจกเงิน 10,000 บาท ที่ปรับรูปร่างใหม่ จนกลายมาเป็นเวอร์ชั่นในปัจจุบัน

กับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2567 หรือชื่อเดิมดิจิทัล 10,000 บาท กระทรวงการคลัง ได้โอนเงิน 10,000 บาท ให้กลุ่มเปราะบางผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) และคนพิการ หรือกลุ่มเฟส 1 เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยไทม์ไลน์การโอนเงินเริ่มตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย.-19 ธ.ค.67 รวมโอนเงินทั้งสิ้น 14,450,168 ราย หรือคิดเป็น 99.19% จากผู้มีสิทธิ์จำนวน 14.55 ล้านคน ทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวน 144,501.68 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน มีกลุ่มที่รัฐบาลจ่ายเงินไม่สำเร็จอีก 37,685 ราย โดยสาเหตุหลักมาจากที่ผู้ที่ได้รับสิทธิ์ติดปัญหาไม่ได้ผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขประจำตัวประชาชน จึงไม่สามารถโอนเงินให้แก่ผู้มีสิทธิ์ได้

ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่าเมื่อโอนเงินรอบจ่ายเงินซ้ำ (Retry) แล้วเสร็จถือได้ว่ากระทรวงการคลังได้ดำเนินการจ่ายเงินให้กลุ่มเป้าหมายเสร็จสิ้น ตามเงื่อนไขของโครงการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนด

พูดง่ายๆ ว่ากลุ่มผู้รับสิทธิ์ในเฟส 1 หากไม่ได้รับเงินรอบนี้ ถือว่าถูกตัดสิทธิ์ออกทันที และไม่มีรอบแก้ตัวอีกแล้ว…

ส่วนกลุ่มต่อมาเฟส 2 รัฐบาลจะแจกเงินให้กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 4 ล้านคน จะได้เงินก่อนเทศกาลตรุษจีน เรื่องนี้นายกรัฐมนตรี อุ๊งอิ๊ง ยืนยันเองว่า “เงินจะไม่ได้มาในรูปแบบซองอั่งเปา แต่จะมาในรูปแบบเงินสด”

ขณะที่กลุ่มที่ตั้งตารอเป็นพิเศษ หรือ “เฟส 3” เป็นกลุ่มที่ลงทะเบียนรับสิทธิ์ไปตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค – 15 ก.ย.67 ผ่านแอปฯทางรัฐ จำนวน 36 ล้านคน “นายกฯ อุ๊งอิ๊ง” ยืนยันอีกว่าจะแจกเงินภายในปี 2568 โดยให้เป็นเงินดิจิทัลวอลเล็ตที่ทำผ่านระบบบล็อกเชน ซึ่งจะไม่มีการแจกเป็นเงินสดอีกแล้ว

หากมองย้อนกลับไป จริงๆ ผู้ที่ลงทะเบียนตั้งแต่ครั้งแรก ควรจะเป็นกลุ่มเฟส 1 แต่ท้ายที่สุดกลับกลายเป็นเฟส 3 จากผู้ที่โชคดี เป็นผู้ประสบภัย สะงั้น!!

สอดคล้องกับ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่าปัจจุบันกระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างพัฒนาการจ่ายเงินดิจิทัลวอลเล็ต เฟส 3 คาดว่าจะเริ่มทดสอบระบบได้ในช่วงเดือน ม.ค. – ก.พ.68 และเริ่มแจกเงินไตรมาส 2/68

ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ยังต้องรอความชัดเจนกันต่อไป…

สรุปแล้ว “รัฐบาลเพื่อไทย” ทำตามสัญญาได้จริง แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ได้รับเงิน 10,000 บาท ตามที่โฆษณาไว้ ก็แค่นั้นเอง…