“เอกชน” กดดัน “ธปท.” ลดดอกเบี้ย แก้บาทแข็งหลุด 33 เสียหาย 1.3 แสนล.

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

23 กันยายน 2567

“เอกชน” กดดัน “ธปท.” ลดดอกเบี้ย แก้บาทแข็งหลุด 33 เสียหาย 1.3 แสนล.

วันนี้ (23 ก.ย.67) ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทย ได้จัดทำหนังสือเพื่อขอเข้าพบและหารือปัญหาต่างๆ กับทุกกระทรวงภายใต้การดำเนินงานของรัฐบาล รวมถึงทีมกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เบื้องต้นคาดว่าหลังประชุมนัดแรกวันที่ 24 ก.ย.67 จะมีความชัดเจนในระดับหนึ่ง

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

นายสนั่นกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ปัญหาเร่งด่วนที่อยากให้รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งเร็วและรุนแรง กำลังส่งผลกระทบต่อภาคเอกชนอย่างหนัก จึงจะขอเข้าพบกระทรวงการคลังและ ธปท. โดยเร็ว เพื่อหารือว่าจะดูแลอย่างไรให้ไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก เพราะหากยืดเยื้ออาจกระทบทบต่อเป้าส่งออกไทยที่ปีนี้คาดว่าจะโตได้ 2-3% และมองว่าค่าเงินบาทไม่ควรแข็งค่าเกิน 34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ (+/-)

“อยากเห็น ธปท. และกระทรวงการคลัง ได้จับเข่าคุยกัน เพราะ 2 หน่วยงาน มีข้อมูลในเชิงลึกอยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อพูดออกมาแล้วจะเป็นแนวทางเดียวกัน ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งคนคนไทยและต่างชาติ และมีความสำคัญมาก จึงอยากให้ได้พูดคุยกัน อย่างไรก็ตาม กนง.มีข้อมูลจากทั้ง IMF และ world Bank ไม่อยากให้เหมือนกับช่วงที่เกิดต้มยำกุ้ง”นายสนั่นกล่าว

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการ คนที่ 1 หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการ คนที่ 1 หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากขึ้น 8-10% อย่างรวดเร็วและรุนแรงในระยะสั้น ซึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 33.00 บาท/ดอลลาร์ ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกอาหารและสินค้าเกษตรไปแล้วกว่า 50,000 ล้านบาท

เมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้น ค่าใช้จ่ายสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติก็จะสูงขึ้นตาม ทำให้การท่องเที่ยวไทยกลายเป็นจุดหมายที่มีราคาสูง และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทยจะจับจ่ายใช้สอยน้อยลง เพราะรู้สึกว่าสินค้าและบริการแพงขึ้นกว่าปกติและอาจจะเลือกไปยังประเทศที่มีค่าเงินอ่อนกว่าและคุ้มค่ามากกว่า

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย หากค่าเงินบาทแข็งค่าเฉลี่ย 1% ต่อปี กระทบรายได้ผู้ประกอบการในภาคการส่งออกเกือบ 1 แสนล้านบาทต่อปี อาจมีผลกระทบต่อรายได้ผู้ส่งออกเกือบ 1 แสนล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นกว่า 0.5% ของจีดีพีปกติ

Coin stacks and stock market or forex trading graph, financial investment concept.

ขณะเดียวกัน ค่าเงินบาทที่ผันผวนในปัจจุบันจะส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยโดยทันที โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก (Local Content) อาทิ กลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร ซึ่งการที่ค่าเงินบาทผันผวนจะส่งผลกระทบใน 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่

1.ขีดความสามารถในการแข่งขัน ค่าเงินบาทที่ผันผวนจะทำให้ลดขีดความสามารถในการส่งออกเป็นมาก โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบหรือปัจจัยการผลิตที่ใช้ในอุตสาหกรรมเกษตรและประมงจะปรับสูงขึ้นทันที 10 % ส่งผลให้ผู้ผลิตและแปรรูปในไทยอาจต้องปรับราคาสินค้าให้สูงขึ้นตาม ซึ่งจะทำให้ลดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก เนื่องจากผู้ซื้อจะหันไปหาสินค้าจากประเทศอื่นที่มีราคาถูกกว่า

2.การวางแผนการผลิตและการตลาด หากค่าเงินมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ผลิตและแปรรูปอาจไม่สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาดหรือการผลิตได้ทันเวลา ทำให้ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3.ความไม่แน่นอนและเพิ่มความเสี่ยงทางธุรกิจส่งออกเนื่องจากความผันผวนของค่าเงิน ความผันผวนของค่าเงินสร้างความไม่แน่นอนในตลาด การลงทุนและการวางแผนธุรกิจจะยากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ผู้ประกอบการไม่กล้าลงทุนในโครงการใหม่หรือขยายตลาด ส่งผลให้ขาดโอกาสในการพัฒนาและเติบโตในอุตสาหกรรมของไทยอย่างเหมาะสม

ดังนั้น หอการค้าฯ จึงขอให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่กำกับดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ ไม่ผันผวนอย่างรุนแรงจนเกินไป และดูแลค่าเงินบาทให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคา

พร้อมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการภายในประเทศ มีการปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์โลกปัจจุบัน เพื่อหาจุดแข็งและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าของตนเอง ตลอดจนการสร้างความยั่งยืนและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางการค้า โดยมีภาครัฐเป็น Facilitator และต้องหารือร่วมกับเอกชนอย่างต่อเนื่อง โดยมองค่าเงินบาทในระดับที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 34 บาท/ดอลลาร์

ทั้งนี้ หอการค้าฯ ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาสินค้าราคาถูก ไม่มีคุณภาพที่ไหลทะลักเข้ามาในประเทศ สร้างความเสียหายต่อผู้บริโภคและส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยส่วนนี้ได้มีการหารือและอยู่ระหว่างการประสานความร่วมมือกับสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ในการติดตามดูแลสินค้าไทย-จีน และจัดทำโครงสร้างการค้าที่เป็นธรรมทั้ง 2 ประเทศ เป็นต้น

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ด้าน นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวเสริมว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้มีการปรับลดดอกเบี้ยครั้งแรกลงแบบเร็ว-แรงที่ 0.50% จากอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 5.25-5.50% สู่ 4.75-5.00%

ซึ่งหอการค้าฯ เห็นว่าน่าจะถึงเวลาที่ กนง. ควรพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้อัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทไม่แข็งค่าจนเกินไป ซึ่งจะช่วยเอื้อให้ผู้ประกอบการภาคการส่งออก และภาคท่องเที่ยวและบริการ สามารถที่แข่งขันได้ดียิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน สถานการณ์เงินบาทแข็งค่าที่ราว 33 บาทต่อดอลลาร์ หากเงินบาทยังแข็งค่าอยู่ในระดับนี้ต่อไปจนถึงสิ้นปี อาจมีผลกระทบต่อรายได้ส่งออกโดยรวมของไทยปีนี้อาจหายไปถึง 1.3-1.4 แสนล้านบาท ดังนั้น รัฐบาลควรเร่งทำให้อัตราการแลกเปลี่ยนเงินระหว่างประเทศอยู่ในระดับที่เหมาะสม”นายธนวรรธน์กล่าว