แย่! “จีน” เขมือบ “ไทย” สวมสิทธิ์ส่งออกสินค้า กดอุตฯ ผลิตไทย “เจ๊ง”
ต้นกุมภาฯ อีจัน
19 มิถุนายน 2568

วันนี้ (19 มิ.ย.68) น.ส.ปราณิดา ศยามานนท์ ผู้อำนวยการ ผู้บริหารฝ่าย Industry Analysis ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) เปิดเผยว่า ปัญหาการทะลักเข้ามาของสินค้านำเข้าจากจีนคาดว่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ ทั้งในกลุ่มที่พึ่งพาการส่งออกและกลุ่มที่ผลิตเพื่อการบริโภคในประเทศ เนื่องจากไทยกลายเป็นจุดหมายสำคัญในการระบายสินค้าออกจาก “จีน”
โดยมูลค่าส่งออกมาไทยเติบโตสูงสุดในอาเซียน และสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก ส่วนไทยนำเข้าจากจีนเร่งตัวต่อเนื่อง ทำให้ไทยขาดดุลการค้ากับจีนสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี สะท้อนดัชนีมูลค่าการส่งออกสินค้า จำแนกตามประเทศและภูมิภาค จีนส่งสินค้ามาไทย อยู่ที่ 221.7% เทียบกับอาเซียน ขยายตัวที่ 184.5% และเทียบกับโลก ที่ขยายตัว 149.8%
“การทะลักเข้ามาของสินค้าจีนกดดันการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรม การบริโภคและการผลิตเพื่อส่งออก เริ่มถูกแทนที่ด้วยสินค้านำเข้า สะท้อนจากความเชื่อมโยงระหว่างกิจกรรมการผลิตในประเทศกับอุปสงค์ในและต่างประเทศที่น้อยลง”น.ส.ปราณิดากล่าว

น.ส.ปราณิดากล่าวว่า การเติบโตของภาคส่งออกและกิจกรรมการผลิตในประเทศ เพื่อการส่งออกที่ไม่สอดคล้องกันชัดเจน อาจสะท้อนถึงบทบาทของธุรกิจที่มีสัดส่วนการนำเข้าสูง (High import content) และธุรกิจสวมสิทธิ์ หรือธุรกิจที่ใช้ไทยเป็นทางผ่านในการส่งออกสินค้าไปยังประเทศที่ 3 เพื่ออ้างอิงแหล่งกำเนิด โดยไม่ได้มีการผลิตสินค้าจริงในประเทศ ที่เข้ามามีอิทธิพลต่อภาคธุรกิจไทยมากขึ้นและเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ส่งผลให้ภาคการผลิตของไทยฟื้นตัวได้ยาก
ซึ่งกิจกรรมสวมสิทธิ์และธุรกิจที่พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าในสัดส่วนสูงมีการกระจุกตัวในหลายอุตสาหกรรมที่สำคัญของไทยโดยเฉพาะกลุ่มแผงวงจรไฟฟ้าและแผงโซลาร์เซลล์ ผลิตภัณฑ์จากอะลูมิเนียมและพลาสติก รวมถึงชิ้นส่วนยานยนต์

และการทะลักเข้ามาของสินค้านำเข้าและความเสี่ยงจากการประกอบธุรกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจไทยในระดับต่ำมีส่วนทำให้ภาคการผลิตไทยฟื้นตัวช้า และผู้ประกอบการบางส่วนก็อาจเผชิญมาตรการกีดกันการค้าที่เข้มงวดขึ้น
โดย SCB EIC พบข้อมูลว่า 5% ของธุรกิจภาคการผลิตต้องสงสัย/เข้าข่าย กิจกรรมสวมสิทธิ์หรือธุรกิจที่พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าเป็นหลัก โดยมีสถานประกอบการ 3,000 แห่งทั่วประเทศ จากข้อมูลปี 2567 สูงขึ้นจากค่าเฉลี่ยในช่วงปี 2557-2562 ซึ่งอยู่ที่ 1%

สำหรับด้านนโยบายของภาครัฐบาล 1.สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อยู่ระหว่างปรับแผนดึงดูดการลงทุนโดยใช้สัดส่วนการใช้ Local Content ที่มีการบังคับใช้และตรวจสอบอย่างจริงจังและกำหนดเงื่อนไขการแปรสภาพวัตถุดิบหลักเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างเพียงพอ
2.พัฒนาระบบตรวจสอบโรงงานเชิงลึก เพื่อประเมินศักยภาพการผลิตจริงเทียบกับมูลค่าการส่งออก และ 3. มาตรการคุ้มครองและเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันแก่ผู้ประกอบการในท้องถิ่น อาทิ ให้ความรู้และบังคับใช้มาตรการ Anti-dumping อย่างจริงจัง
ทั้งนี้ ท่ามกลางความเสี่ยงและความไม่แน่นอนยังมีบางกลุ่มย่อย (subsegment) ของธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตได้ จากการปรับตัวพัฒนาสินค้าและบริการให้ยังสามารถตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคศักยภาพสูง
อาทิ ธุรกิจที่เน้นนักท่องเที่ยวกลุ่มเติบโตใหม่ ธุรกิจที่มีสินค้าและบริการมีเอกลักษณ์เฉพาะ กลุ่มที่ตอบโจทย์เมกะเทรนด์ ได้แก่ เทรนด์ Health and wellness เทรนด์ความยั่งยืนโลก ยังเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเติบโตได้ดีท่ามกลางวิกฤติ
