ส่งออกไทย “โตผิดรูป” เสี่ยงโดนจับตา! ดุลสหรัฐพุ่ง–พลังงานแพงซ้ำเติม
ธรรมธรรม อีจัน
31 มีนาคม 2569

วันที่ 31 มีนาคม 2569 นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า
ภาคการส่งออกของไทยในช่วงปี 2567–2568 กำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างที่น่ากังวล จากทั้งปัจจัยภายนอกและการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก
แม้การส่งออกไทยจะขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ แต่กลับมีความเสี่ยงสำคัญ ทั้งการเกินดุลการค้าที่เพิ่มขึ้น ประเด็นการสวมสิทธิ์สินค้า ต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูง และแรงกดดันจากนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ
การส่งออกไปสหรัฐฯ ที่เร่งตัวขึ้น ส่งผลให้ไทยขยับอันดับประเทศที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ จากอันดับ 11 ในปี 2567 ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 7 ในปี 2568 ด้วยมูลค่ากว่า 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนหนึ่งมาจากการเร่งส่งออกล่วงหน้า (Front-loading) เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการภาษี
อย่างไรก็ตาม สัญญาณเชิงโครงสร้างเริ่มน่าห่วง เมื่อการค้ากับจีนเพิ่มขึ้น แต่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ไม่ขยายตัว สะท้อนความเสี่ยงที่ไทยอาจถูกจับตาเป็น “ทางผ่านสินค้า” (Transshipment)
ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ดันต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งพุ่งสูง โดยค่าระวางเรือบางเส้นทางเพิ่มขึ้นจาก 1,200–1,300 ดอลลาร์ต่อตู้ เป็นมากกว่า 7,000 ดอลลาร์ต่อตู้ รวมถึงค่าประกันภัยสงครามที่ปรับเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
นอกจากนี้ ภาระหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูง อาจนำไปสู่การใช้นโยบายภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้า ซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อการส่งออกของไทยในระยะต่อไป
ด้านนายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ระบุว่า แม้การส่งออกไทยจะเติบโตเฉลี่ย 12.9% และทำสถิติใหม่ แต่การเติบโตดังกล่าวไม่สอดคล้องกับ MPI ที่ยังทรงตัว สะท้อนถึงความเปราะบางของโครงสร้างเศรษฐกิจ
ในฝั่งเศรษฐกิจฐานราก นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน มองว่า ผู้ประกอบการรายย่อยยังเข้าถึงแหล่งทุนได้ยาก จากเกณฑ์ประเมินสินเชื่อที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง จึงเสนอให้ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยประเมินความเสี่ยง เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ
ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ชี้ว่า กำลังเผชิญภาวะอุปทานส่วนเกิน มูลค่าคงค้างรวมกว่า 1.3 ล้านล้านบาท โดยมีอัตราการดูดซับเพียง 1.3–1.4% คาดต้องใช้เวลานานเกือบ 6 ปีในการระบายสต็อก
ยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยยังหดตัวต่อเนื่อง โดยลดลง 11% และในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลลดลงถึง 15% ส่งผลให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ต้องเร่งใช้กลยุทธ์ “3T” พร้อมวงเงินสนับสนุนกว่า 75,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย และนำระบบ Alternative Credit Scoring มาใช้รองรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ
สำหรับปี 2569 ธอส.ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ 240,000–250,000 ล้านบาท คาดว่าจะสร้างผลทวีคูณทางเศรษฐกิจได้ 1.5–2.5 เท่า พร้อมเดินหน้าขยายโอกาสการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของประชาชนอย่างต่อเนื่อง