ตามที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) ถึงร่างนโยบายรัฐบาลที่จะนำไปแถลงต่อรัฐสภาฯ ในวันที่ 29 ก.ย.นี้ ซึงระบุเบื้องต้นว่าเดินหน้า “นโยบายคนละครึ่ง” เป็นนโยบายด้านเศรษฐกิจ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี 2568 นี้
วันนี้ (25 ก.ย.68) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลยืนยันเดินหน้านโยบาย “คนละครึ่ง พลัส” ภายหลังจากหารือร่วมกับ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง คาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือน ต.ค.นี้ และจะเห็นนโยบายแน่นอนในเดือน ต.ค.68 รวมถึงยืนยันว่าใช้งบประมาณเดิมที่มีอยู่มาดำเนินนโยบาย
สำหรับมาตรการคนละครึ่ง พลัส เป็นนโยบายที่เคยดำเนินการมาก่อนแล้ว แต่การกำหนดเงื่อนไขในรอบนี้จะแตกต่างออกไปจากเดิม ซึ่งจะมีการปรับรูปแบบ โดยคำนึงถึงวินัยการเงินการคลัง ด้วยการให้ประชาชนที่อยู่ในระบบภาษีได้สิทธิประโยชน์มากกว่าคนที่อยู่นอกระบบภาษี
นอกจากนี้ คนละครึ่งพลัสนอกจากจะเป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นแล้วจะมีการยกระดับศักยภาพ
(Reskill/Upskill) จะมีการยกระดับศักยภาพของพ่อค้าแม่ค้า เช่น พ่อค้า แม่ค้าขายหมูปิ้ง โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยให้สามารถเข้าสู่ระบบ e-commerce และขายบนออนไลน์ได้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน จะมีการใช้โปรแกรมที่ช่วยให้การจดบัญชีง่ายขึ้นและเชื่อมต่อเรื่องบัญชีให้ครบวงจรกับสถาบันการเงิน ซึ่งจะทำให้ธนาคารยินดีปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับศักยภาพให้คนไทยเก่งขึ้น และเพิ่มความสามารถในการหารายได้
“การเดินหน้าโครงการคนละครึ่ง พลัส จะใช้งบประมาณที่มีอยู่ ส่วนวงเงินเท่าใด และรูปแบบอย่างไรนั้น ต้องหารือรายละเอียดร่วมกันอีกครั้ง โดยจะเสนอ ครม.แน่นอน ในสัปดาห์ที่ 2 ตอนนี้ได้มีการหารือนอกรอบกับปลัดกระทรวงการคลังแล้ว”
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าโครงการคนละครึ่งพลัสจะเริ่มเปิดลงทะเบียนหลังจากสัปดาห์ที่ 2 ของเดือน ต.ค.68 โดยคาดว่าจะใช้เวลาเปิดลงทะเบียนประมาณ 2 สัปดาห์ เป็นการเปิดลงทะเบียนพร้อมกันผู้ประกอบการร้านค้าและการยืนยันตัวตนของผู้ใช้สิทธิ เบื้องต้นคาดว่าจะเริ่มการใช้จ่ายเงินตามนโยบายคนละครึ่งพลัส ในช่วงปลายเดือน ต.ค.68 ต่อไปจนถึงประมาณเดือน ธ.ค. 68
“รายละเอียดของระบบในการจ่ายเงินโครงการคนละครึ่งพลัสต้องรอรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน อย่างไรก็ตาม จะให้แรงจูงใจให้กับผู้อยู่ในระบบภาษีมากกว่าผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี”
