“เสี่ยตัน” โพสต์แจ้งข่าวเลิกกิจการ “อิชิตัน เพาเวอร์” ยันยังไม่ปิด
ต้นกุมภาฯ อีจัน
12 พฤศจิกายน 2567

วันนี้ (12 พ.ย.67) จากกรณีบริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ยื่นหนังสือต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่อง แจ้งยกเลิกกิจการบริษัท อิชิตัน เพาเวอร์ จำกัด เนื่องจากบริษัทย่อยดังกล่าวไม่ได้ดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว
ล่าสุด ตัน ภาสกรนที โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “ยังไม่ปิดครับ อย่าเข้าใจผิดตามที่มีข่าว “ICHI แจ้งเลิกกิจการบริษัท อิชิตัน พาวเวอร์ ยันไม่กระทบฐานะทางการเงิน” บ.อิชิตัน พาวเวอร์ เป็นบริษัทย่อยของอิชิตัน ที่เคยตั้งในปี พ.ศ.2560 ปัจจุบันไม่ได้ดำเนินธุรกิจมา 7 ปี จึงหยุดธุรกิจที่ไม่ได้ใช้งานไป
บ.อิชิตัน พาวเวอร์ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับ ตัน พาวเวอร์ แบรนด์เอเนอจี้ดริ้งค์ ที่กำลังทำตลาดอยู่ ซึ่งอยู่ภายใต้การดำเนินงานของ บมจ.อิชิตัน กรุ๊ป ตันพาวเวอร์ ยังอยู่แน่นอนครับ”

ขณะที่วานนี้ (11 พ.ย.67) รายงานข่าวจาก บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ขอเรียนให้ทราบว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 6/2567 เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2567 ได้มีมติอนุมัติให้เลิกกิจการ บริษัท อิชิตัน เพาเวอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้นทางตรงในสัดส่วนร้อยละ 100 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2567 เป็นต้นไป

และจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนเลิกกิจการและชำระบัญชีให้เป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดต่อไป โดยการเลิกกิจการของบริษัทย่อยดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและฐานะทางการเงินของบริษัทฯ แต่อย่างใด เนื่องจากปัจจุบันบริษัทย่อยดังกล่าวไม่ได้ดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว
ทั้งนี้ รายการดังกล่าวไม่ใช่รายการที่เกี่ยวโยงกันและขนาดของรายการไม่เข้าข่ายที่จะต้องรายงานสารสนเทศตามหลักเกณฑ์การได้มาและจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียน

สำหรับบริษัท อิชิตัน เพาเวอร์ จำกัด ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 ก.พ.60 มีทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 1 ล้านบาท ดำเนินธุรกิจประเภทการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องอุปโภค บริโภค ได้แก่ เครื่องสำอาง ยกเว้นธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง ยารักษาโรค และอาหารเสริม
สำหรับผลประกอบการช่วง 9 เดือนที่ผ่านมามีรายได้จากการขาย 6,586.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.9% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 5,938.9 ล้านบาท โดยยอดขายในประเทศเพิ่มขึ้น 14.2% จากกลุ่มตลาดชาพร้อมดื่ม ชาสมุนไพรและน้ำด่าง
ส่วนยอดขายต่างประเทศลดลง 23.3% จากการขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตสินค้า OEM เพื่อส่งออกในไตรมาส 2, การแข็งค่าของเงินบาทในไตรมาส 3 และปัญหากำลังซื้อภายในประเทศคู่ค้า โดยในรอบ 9 เดือนบริษัทมีกำไรสุทธิ 1,099 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.6%