สรรพสามิต โชว์ 11 เดือน เก็บภาษีได้ 4.89 แสนล้านบาท ผับบาร์ โตพุ่งเกิน 199 ล้านบาท
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
22 กันยายน 2568

น.ส.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ปีนี้ยังเป็นปีที่ท้าทายต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ และนโยบายการค้าระหว่างประเทศ แนวโน้มการชะลอตัวของการบริโภคในประเทศที่ลดลง รวมถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อของผู้บริโภคอันเนื่องมาจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในเกณฑ์สูง ทำให้กระทบต่อการจัดเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิต ส่งผลให้ในรอบ 11 เดือน ของปีงบประมาณที่ผ่านมา (1 ต.ค. 2567 ถึง 31 ส.ค. 2568) สามารถจัดเก็บรายได้ 489,564.14 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 1.61% โดยคาดว่าในปีงบประมาณ 2568 กรมสรรพสามิตจะสามารถเก็บภาษีได้ตามเป้าหมายที่กระทรวงการคลังกำหนด ที่จำนวน 535,000 ล้านบาท หรือสูงกว่าปีก่อน 2.17%
“ในช่วงปีที่ผ่านมากรมสรรพสามิตไม่ได้เพียงจัดเก็บรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังสนับสนุนมาตรการและนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล สนับสนุนการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ ให้ความสำคัญสังคม และสิ่งแวดล้อม การดำเนินการอย่างธรรมาภิบาลโปร่งใส” น.ส.กุลยา กล่าว
ทั้งนี้ในเรื่องของสิ่งแวดล้อม กรมฯ ได้นำเรื่องของกลไกคาร์บอนไดออกไซด์เข้ามาอยู่ในภาษีน้ำมัน และผลิตภัณฑ์น้ำ เพื่อสร้างการตระหนักรู้ของประชาชนและผู้ประกอบการในเรื่องของสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่กระทบต่อราคาน้ำมัน ขณะเดียวกันที่เกี่ยวกับด้านเศรษฐกิจกรมฯ ได้ขยายเวลาการลดอัตราภาษีสถานบริการเพื่อกระตุ้นภาคท่องเที่ยว โดยลดจากอัตรา 10% เหลืออัตรา 5% จากเดิมที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2567 ขยายต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2568 ส่งผลทำให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบสรรพสามิตเพิ่มขึ้น และสามารถจัดเก็บรายได้ภาษีสถานบริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนการลดอัตราภาษีในปี 2566 จัดเก็บได้จำนวน 138.77 ล้านบาท และในปี 2567 ซึ่งเป็นปีแรกที่ลดอัตราภาษีสามารถจัดเก็บได้จำนวน 182.15 ล้านบาท ในขณะที่ปี 2568 (1 ต.ค. 2567 ถึง 31 ส.ค.2568) จัดเก็บได้จำนวน 199.73 ล้านบาท
“จัดเก็บภาษีจากสถานบริการได้อย่างต่อเนื่อง เช่น ผับ บาร์ ซึ่งยังไม่จบปีงบประมาณยังเหลืออีก 1 เดือน แต่กรมสรรพสามิตสามารถจัดเก็บภาษีได้สูงกว่าปีงบฯ 2567 ดังนั้นสะท้อนว่าแม้ลดอัตราภาษีจัดเก็บจากอัตรา 10% เหลืออัตรา 5% กรมฯ สามารถจัดเก็บรายได้ได้มากขึ้น ถือเป็นการจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้นเมื่อภาษีลดลง รวมถึงจูงใจให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว บริโภคมากขึ้น ส่วนในด้านสังคมกรมฯ อยู่ระหว่างผลักดันวิสาหกิจสุราชุมชน ในเรื่องของการผลิตสุรา เพื่อให้ประชาชนรายย่อย และขนาดกลางมีโอกาสมากขึ้น รวมถึงภาษีความหวาน” น.ส.กุลยา ระบุ
นอกจากนี้ กรมสรรพสามิตเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ (มาตรการ EV 3) และมาตรการสนับสนุนการใช้ ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ระยะที่ 2 (มาตรการ EV 3.5) ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและการใช้ยานยนต์แห่งอนาคต ส่งผลให้ตั้งแต่มีการเริ่มมาตรการเมื่อเดือนมี.ค. 2565 จนถึงเดือนส.ค. 2568 มียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าสะสม จำนวน 233,802 คัน และรถยนต์จักรยานยนต์ไฟฟ้าสะสม จำนวน 71,667 คัน
น.ส.กุลยา กล่าวต่อไปว่า กรมสรรพสามิตได้ปรับโครงสร้างภาษีน้ำมันเพื่อเสถียรภาพทางการคลัง โดยปรับขึ้นภาษีกลุ่มน้ำมันเบนซินและกลุ่มน้ำมันดีเซล 1 บาทต่อลิตร โดยไม่กระทบต่อราคาขายปลีก เนื่องจากมีการปรับลดเงินนำส่งกองทุนน้ำมัน ส่งผลให้กรมจัดเก็บรายได้ภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันเพิ่มขึ้น ประมาณ 2,800 ล้านบาทต่อเดือน และล่าสุดได้มีการกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์โบราณขึ้นใหม่ โดยจัดเก็บภาษี ในอัตรา 45% เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการจัดแสดงรถยนต์โบราณในภูมิภาค รวมทั้งส่งเสริมอุตสาหกรรมบูรณะรถยนต์โบราณ (Restoration) ในประเทศ และเป็นการขยายฐานรายได้ใหม่ ในการจัดเก็บภาษีสินค้ารถยนต์
อย่างไรก็ดี การจัดเก็บภาษีที่ลดลงเป็นผลมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ และเศรษฐกิจต่างประเทศ การใช้จ่ายสินค้าทั่วไปลดลงทำให้กระทบต่อสินค้าของกรมสรรพสามิตด้วย ทั้งสุรา รวมถึงเบียร์ที่จัดเก็บภาษีได้ลดลงจากการบริโภคในประเทศที่ลดลงและจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงทำให้การจัดเก็บรายชะลอลง และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีด้วยการเพิ่มเครื่องเอ็กซเรย์ ไม่ใช่การลดการจัดเก็บภาษีแต่จะเพิ่มความเข้มงวดในการจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้น