อึ้ง! บัญชีม้ายกระดับ จากบัญชีบุคคล เปลี่ยนเป็น “นิติบุคคล”
ต้นกุมภาฯ อีจัน
4 กันยายน 2567

วันนี้ (4 ก.ย.67) นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่า กกร. สนับสนุนแนวทางการยกระดับมาตรการจัดการภัยทุจริตทางการเงินของภาคธนาคาร ที่ได้ยกระดับการจัดการบัญชีม้าให้เข้มข้นขึ้น โดยจัดกลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงเป็นบัญชีม้าดำ ม้าเทา และม้าน้ำตาล
โดยมีการแชร์ข้อมูลระหว่างกันของภาคธนาคาร พร้อมเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และฐานข้อมูล Central Fraud Registry (CFR) เพื่อจัดการบัญชีม้าเดิม และป้องกันการเปิดบัญชีม้าใหม่
ข่าวน่าสนใจอื่น
นายผยงกล่าวว่า โดยหากบุคคลใดถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง จะถูกระงับบัญชีทั้งหมด และไม่ให้เปิดบัญชีใหม่ นอกจากนี้ ยังจะขยายผลไปยังบัญชีนิติบุคคลซึ่งมีข้อมูลว่าบัญชีที่ถูกเปิดโดยนิติบุคคล มีรายชื่อกรรมการเชื่อมโยงกับบัญชีม้าจำนวนมาก
ซึ่งถ้ามีการยกระดับเรื่องภาคบุคคล หรือรายย่อย เงินจะไหลเข้าบัญชีที่เป็นของนิติบุคคลได้อยู่ดี ดังนั้น การตรวจสอบสถานะของนิติบุคคล ซึ่งหากมีการเปิดกิจการการค้าทั่วไปสามารถจดตั้งบริษัทได้ จึงต้องมีการตรวจสอบมากขึ้น
“เรื่องนี้ต้องระวังว่าไม่ใช่การเปลี่ยนรูปแบบ มันเป็นบัญชีการเงินเหมือนกัน แต่เปลี่ยนจากนาย ก. นาย ข.ไปเป็นนิติบุคคล ดังนั้น ต้องเร่งตรวจสอบการจัดตั้งบริษัทอย่างเข้มข้น ต้องยกระดับทุกข้อต่ออย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”นายผยงกล่าว

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย
นายผยง กล่าวว่า พร้อมกันนี้ สมาคมธนาคารไทย และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ คือ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ภาคธนาคาร เจ้าหน้าที่ภาครัฐ ไปจนถึงผู้ให้บริการคริปโตเคอร์เรนซี เพื่อให้สามารถจัดการบัญชีม้าอย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนกรณีที่ ธปท. จะออกแนวทางเรื่องภัยไซเบอร์ให้ธนาคารพาณิชย์รับผิดชอบ 100% นายผยงกล่าวว่า เนื่องจากมีหลักคิดเรื่องการให้บริการทางการเงินอย่างรับผิดชอบ แต่ความรับผิดชอบนั้นเกิดขึ้นทุกภาคส่วน ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ
ดังนั้น การยกระดับต้องให้ทั้งระบบไปด้วยกัน ไม่ใช่เลือกเฉพาะข้อต่อใดข้อต่อหนึ่ง โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมาย จำเป็นต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่เช่นนั้นจะเกิดการเขย่งเชิงโครงสร้างได้ และเกิดการยกเว้นทางการเงินไปด้วย

“หากมาตรการเข้ม ระบบจะปิดหนักขึ้นเรื่อยๆ คำถามคือระบบมีความสามารถในการแยกแยะธุรกรรมที่ใช่ หรือธุรกรรมที่ไม่ใช่ขนาดนั้นมั๊ย คำตอบคือไม่มี และวันนี้มีมาตรฐานเทคโนโลยีเปลี่ยนทุกวัน“นายผยงกล่าว
อย่างไรก็ตาม การป้องกันภัยไซเบอร์ คือ การพูดถึงเทคโนโลยีระดับโลก ไม่ใช่แค่ไทย แต่ยังมีอาชญากรข้ามชาติ ซึ่งจำเป็นต้องวัดมาตรฐานทุกแกน ทั้งเศรษฐกิจนอกระบบ การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้น ทุกข้อต่อของห่วงโซ่อุปทานในระบบชำระเงิน
“ทั้งหมดนี้เป็นหัวข้อสำคัญที่ได้แลกเปลี่ยนกับ ธปท. และได้มีการพูดคุยกับ ธปท. ตลอด ทั้งการอาศัยกลไกโครงสร้างทางกฎหมายของ ธปท. และกลไกของราชการ ซึ่งหน่วยงานรัฐมีการพูดคุยประสานกันทุกภาคส่วน” นายผยง กล่าว
ทั้งนี้ การดูแลความเสียหายให้กับประชาชนนั้น ในเรื่องการดูแลต้องมาพร้อมกับความพร้อมของระบบ และความพร้อมของกฎหมาย
