วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมพลังงานปีนี้ยังเผชิญความท้าทายจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยบริษัทในฐานะธุรกิจหลักด้านการกลั่นน้ำมัน ยังคงเดินหน้ารักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ด้วยการจัดหาน้ำมันดิบเข้ามากลั่นอย่างต่อเนื่อง แม้ต้นทุนจะปรับตัวสูงขึ้นมากก็ตาม
หลังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง บริษัทไม่สามารถรับน้ำมันดิบจากอ่าวเปอร์เซียได้ตามปกติ จึงต้องเร่งจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นเข้ามาทดแทน เพื่อให้โรงกลั่นสามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นรุนแรงตั้งแต่เดือนมีนาคม ส่งผลให้ผลประกอบการระยะสั้นของบริษัทเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะกำไรจากสต๊อกน้ำมัน แต่บริษัทมองว่าเป็นเพียงกำไรชั่วคราว และหากราคาน้ำมันในอนาคตปรับลดลง ก็มีโอกาสเกิด “สต๊อกลอส” ตามมาเช่นเดียวกับในอดีต
ไทยออยล์ยังเลือกเดินหน้า “กลั่นเต็มกำลัง” สวนทางกับโรงกลั่นหลายแห่งในเอเชียที่ลดกำลังการผลิต โดยปัจจุบันบริษัทเดินเครื่องเฉลี่ย 110-113% เพื่อให้มีน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ แม้ต้องแบกรับต้นทุนและความเสี่ยงด้านราคาที่เพิ่มขึ้น
นายพงษ์พันธุ์ กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา ภาครัฐมีประกาศห้ามส่งออกน้ำมันทุกประเภท แม้ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกประมาณ 10% แต่เมื่อไม่สามารถส่งออกได้ ทำให้ปริมาณสต๊อกน้ำมันเพิ่มขึ้นใกล้ระดับ 70% จากเพดานที่บริษัทรับได้ 80% ซึ่งหากสต๊อกล้น อาจกลายเป็นความเสี่ยงที่ทำให้โรงกลั่นต้องลดกำลังการผลิต และกระทบต่อเนื่องไปยังภาคส่วนอื่น
ดังนั้น บริษัทจึงเร่งสร้างถังเก็บน้ำมันเพิ่มเติม รวมถึงหาแนวทางรองรับสถานการณ์ เช่น การเช่าถังเก็บน้ำมัน หรือให้คู่ค้ารับน้ำมันจากสต๊อกไปก่อน พร้อมเตรียมหารือกับภาครัฐเพื่อปรับเงื่อนไขการส่งออกน้ำมันในอนาคต
ขณะเดียวกัน ไทยออยล์ยืนยันว่า ไม่มีการกักตุนน้ำมัน โดยในช่วงแรกของวิกฤต บริษัทมีระดับสต๊อกน้ำมันค่อนข้างต่ำ เพราะเร่งส่งมอบน้ำมันเข้าสู่ตลาดอย่างเต็มที่ และมีเจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิตประจำโรงกลั่นคอยตรวจสอบอย่างใกล้ชิด
“การกักตุนน้ำมันทำได้ยาก เพราะเรามีการผลิตตลอด 24 ชั่วโมง หากกักไว้ก็จะล้นถัง และสามารถตรวจสอบข้อมูลกระบวนการผลิตได้ทั้งหมด” นายพงษ์พันธุ์กล่าว
สำหรับการจัดหาน้ำมันดิบ บริษัทได้ปรับโครงสร้างการนำเข้าอย่างมาก จากเดิมที่พึ่งพาตะวันออกกลางมากกว่า 90% ลดเหลือเพียง 35% โดยหันไปนำเข้าน้ำมันดิบจากแอฟริกาตะวันตก รวมถึงอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้เพิ่มเติม ขณะที่บางส่วนยังนำเข้าจาก UAE และซาอุดีอาระเบีย ผ่านท่าเรือที่ไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
นอกจากนี้ ไทยออยล์ยังให้ความร่วมมือกับภาครัฐ ทั้งมาตรการงดส่งออกน้ำมัน และการลดราคาน้ำมันดีเซล 2-5 บาทต่อลิตร ซึ่งปัจจุบันลดอยู่ที่ 3 บาทต่อลิตร โดยมองว่ามาตรการดังกล่าวเหมาะสำหรับระยะสั้นเท่านั้น เพราะหากยืดเยื้ออาจกระทบต่อกลไกตลาดและผลประกอบการของโรงกลั่นในระยะยาว
ส่วนผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 19,481 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากกำไรสต๊อกน้ำมันสุทธิจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าสินค้าคงเหลือ 16,746 ล้านบาท รวมถึงกำไรพิเศษจากการซื้อคืนหุ้นกู้ 2,436 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทมีการรับรู้ค่าใช้จ่ายและขาดทุนอื่นอีก 6,628 ล้านบาท
ทั้งนี้ หากตัดรายการพิเศษออก ไทยออยล์จะมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของกลุ่มอยู่ที่ 6,927 ล้านบาท โดยเป็นกำไรจากธุรกิจการกลั่นน้ำมัน 4,136 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.9 บาทต่อลิตร
