เอกชน หวังจีดีพี 2.5% หนุนรัฐบาลใช้งบฯ ปี’69 กระตุ้นเศรษฐกิจโต

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

5 พฤศจิกายน 2568

เอกชน หวังจีดีพี 2.5% หนุนรัฐบาลใช้งบฯ ปี’69 กระตุ้นเศรษฐกิจโต

วันนี้ (5 พ.ย.68) ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) คาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวได้ 1.8-2.2% ตามที่ประเมินไว้เดิม แม้จะปรับประมาณการส่งออกปีนี้อาจโตได้ประมาณ 9.5-10.5% เพิ่มขึ้นจากเดิมคาดไว้โต 2-3% แต่เป็นสินค้าส่งออกที่มีสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศ (local content) ต่ำมาก และทองคำซึ่งไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจจริง

ทั้งนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกขยายตัวดีกว่าที่คาด นำโดยเศรษฐกิจสหรัฐที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง แม้จะเริ่มได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษี โดยล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเมินจีดีพีโลกปี 2568 โต 3.2% จากเดิมที่คาดไว้ที่ 3% ท่ามกลางความเสี่ยงจากนโยบายการค้าโลก

“เศรษฐกิจสหรัฐที่ขยายตัวดี ส่งผลให้แนวโน้มการส่งออกไทยในปี 2568 ขยายตัวสูงกว่าที่คาดไว้มาก อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยไม่ได้รับอานิสงส์จากการส่งออกมากนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสินค้าส่งออกของไทยที่ขยายตัวแรงมี Local Content ต่ำ จึงส่งผลต่อจีดีพีอย่างจำกัด”

อย่างไรก็ดี หากรัฐบาลสามารถเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 ควบคู่ไปกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจคนละครึ่งพลัส สนับสนุน SMEs และ Made In Thailand ตามแนวทาง Quick Big Win ของรัฐบาล จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ให้โตได้ใกล้เคียงกับปีก่อนที่โต 2.5%

นายพจน์กล่าวว่า ส่วนการนำเข้าที่ขยายตัวสูงถึง 10.2% เงินเฟ้อต่ำคาดว่าอาจติดลบ 0.1% หรือขยายตัวได้เพียง 0.1% ตามราคาพลังงานที่แผ่วลง อย่างไรก็ดีหากสามารถเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 ควบคู่กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจคนละครึ่งพลัส สนับสนุนเอสเอ็มอีและการสนับสนุนสินค้า/วัตถุดิลที่ผลิตจากในประเทศ (Made In Thailand-MiT) ตามแนวทาง Quick Big Win ของรัฐบาล จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ให้โตได้ใกล้เคียงกับปีก่อนที่โต 2.5%

ขณะเดียวกัน สมาคมธนาคารไทย ร่วมกับภาครัฐ และบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) ในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน ให้ครัวเรือนหลุดพ้นจากกับดักหนี้ โดยยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง (Debtor Centric) ด้วยการรวมศูนย์หนี้ไปที่บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) สำหรับลูกหนี้รายย่อย ผ่านการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ร่วมทุน (JV AMC) เพื่อแก้หนี้รายย่อยที่มียอดหนี้ NPL ต่ำกว่า 1 แสนบาท ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด 3.4 ล้านราย คิดเป็นยอดหนี้รวม 122,000 ล้านบาท

พร้อมมีแนวทางในการยกระดับรายได้ โดยมีแรงจูงและให้แต้มต่อเพื่อให้ลูกหนี้มีความพร้อมและสามารถเข้าสู่ระบบกลไกตลาดตามปกติ โดยมีการพัฒนาฐานข้อมูลศักยภาพของลูกหนี้ พร้อมมุ่งเน้นให้มีการรวมประเภทหนี้ทั้งหมดจากเจ้าหนี้ทุกประเภทใบอนุญาต ที่เข้ามาในการแก้หนี้ในครั้งนี้