ม.หอการค้าฯ ชี้เศรษฐกิจไทยฟื้น รัฐแจกเงินหมื่นบาทคนแห่ใช้หนี้
แพทตี้ อีจัน
28 พฤศจิกายน 2567

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่า จีดีพีปีหน้า เศรษฐกิจไทยขยายตัว 3% แนะรัฐบาลเพิ่มความเชื่อมั่นให้นักลงทุน หวั่นหากเศรษฐกิจโตต่ำกว่า 3% ไทยอาจรั้งท้ายในอาเซียน “ธนวรรธน์” แจงรัฐแจกเงิน 1 หมื่นบาทไม่มีผลต่อเศรษฐกิจ
วันนี้ (28 พ.ย.67) นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือจีดีพี ของไทยในปี 2568 คาดว่า จะขยายตัวที่ 3% โดยมีปัจจัยหนุนที่สำคัญจากการใช้จ่ายภาครัฐ การขยายตัวของการบริโภคภาคเอกชน การส่งออก และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อที่มีเสถียรภาพ
ทั้งนี้ คาดว่า การใช้จ่ายของภาครัฐ จะขยายตัวได้ 2.4% ส่วนการบริโภคภาคเอกชน ขยายตัว 3.1% ขณะที่มูลค่าการส่งออกของไทย (ในรูปของดอลลาร์สหรัฐ) จะขยายตัวได้ 2.5% ชะลอตัวลงจากปี 67 เนื่องจากผลของฐานที่สูงในปีนี้ ด้านการท่องเที่ยว ประเมินว่าจะมียอดนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยแตะ 40 ล้านคน
ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไป อยู่ที่ 1.2% อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในช่วง 1.75-2.25% โดยมองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีโอกาสจะปรับลดดอกเบี้ยในปีหน้าลงได้อีก 1-2 ครั้ง ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยน อยู่ในช่วง 34.50-35.50 บาท/ดอลลาร์ หรือเฉลี่ยอยู่ที่ 35 บาท/ดอลลาร์
“การที่เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 3% ไม่ใช่ประเด็น เพราะสิ่งสำคัญคือ จะทำอย่างไร ให้คนเชื่อว่า เศรษฐกิจไทยจะมีโอกาสเติบโตได้ 4-5% ตามยุทธศาสตร์ชาติที่วางไว้ ในขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ มองว่าใน 5 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังเติบโตอยู่ในระดับ 3%” นายธนวรรธน์ กล่าวและกล่าวว่า
ทั้งนี้ หากเศรษฐกิจไทยขยายตัวไม่ถึง 3% อาจจะโดนประเทศอื่นในอาเซียนแซงหน้า และไทยอาจจะร่วงจากอันดับ 2 ของอาเซียน ลงมาอยู่อันดับ 5 อันดับ 6 ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างโดดเด่น
สำหรับปี2568 ยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่ ความเสี่ยงจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและปริมาณการค้าโลกที่จะขยายตัวได้ต่ำกว่าคาด, ภาระหนี้สินของครัวและภาคธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง, ความเสี่ยงจากความผันผวนในภาคการเกษตร, ความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ยังประเมินขนาดของผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในแต่ละมาตรการ ที่จะมีต่อเศรษฐกิจไทยในปีนี้ โดยรวมแล้ว 165,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นผลต่อจีดีพี ที่ 0.93% แยกเป็น มาตรการแจกเงิน 10,000 บาท เฟส 2 (ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป) คาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจราว 35,600 ล้านบาท คิดเป็นผลต่อ GDP 0.20%
มาตรการแก้ปัญหาหนี้ คาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 91,700 ล้านบาท คิดเป็นผลต่อจีดีพี 0.51%
มาตรการช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท คาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจราว 38,500 ล้านบาท คิดเป็นผลต่อจีดีพี 0.22%
“มาตรการแจกเงิน 10,000 บาทในเฟส 2 คาดว่าจะได้รับก่อนตรุษจีนปีหน้า ไม่ใช่ตัวหลักที่จะช่วยขับกระ ตุ้นเศรษฐกิจในปีหน้า แต่ตัวหลักคือ มาตรการที่จะออกมาช่วยแก้หนี้ครัวเรือน และการปรับโครงสร้างหนี้ ดังนั้นหากรัฐบาลต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจและการจับจ่ายใช้สอย ก็อาจจะทำมาตรการในรูปแบบของ Easy e-receipt”
ส่วนเศรษฐกิจไทยในปีหน้า มหาวิทยาลัยหอการค้าฯ ยังคงประมาณการไว้เท่าเดิมที่ 2.6% โดยภาคบริการหรือภาคการท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ซึ่งปีนี้ คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 35-36 ล้านคน ส่วนการส่งออก มีแนวโน้มขยายตัวได้ 4.6% การใช้จ่ายภาครัฐ ขยายตัว 1.6% ส่วนการลงทุนภาครัฐ ขยายตัว 2%
ทั้งนี้ หลังจากได้ประเมินผลทั้งปัจจัยเสริม และปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยแล้ว ซึ่งแม้ในปีนี้จะมีการโอนเงิน 10,000 บาทให้แก่กลุ่มเปราะบาง 14.5 ล้านคนไปเมื่อปลายเดือนก.ย.67 ก็ตาม แต่เมื่อหักลบจากผลกระทบน้ำท่วมรุนแรงในหลายจังหวัดทางภาคเหนือ จึงทำให้ผลโดยสุทธิแล้ว มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการโอนเงิน 10,000 บาทดังกล่าว จึงมีผลบวกต่อจีดีพี ปีนี้ให้เพิ่มขึ้นได้ไม่มากนัก เพียงแค่ 0.03% เท่านั้น
“จากที่เราทำการสำรวจกลุ่มเปราะบางที่ได้รับเงินโอน 10,000 บาท พบว่ากลุ่มเปราะบาง 60% มีการใช้เงินก้อนนี้หมดแล้ว คิดเป็นประมาณ 80,000 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่ จะนำไปใช้หนี้บัตรเงินด่วน ซึ่งเงินก้อนนี้ แม้จะดีในด้านของช่วยลดค่าครองชีพ แต่ก็ไม่ได้หนุนเศรษฐกิจ ส่วนที่ยังเหลือได้เก็บเงินไว้ใช้ในอนาคต”