“YLG” ชี้ทองขึ้นอีก หลังพบเปิดปี‘68 ทองขึ้น 5,100 บาท

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

14 มีนาคม 2568

“YLG” ชี้ทองขึ้นอีก หลังพบเปิดปี‘68 ทองขึ้น 5,100 บาท

วันนี้ (14 มี.ค.68) นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า ราคาทองคำในปี 2568 ร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ ตั้งแต่ต้นปี-ปัจจุบัน (YTD) (วันที่ 14 มี.ค. เวลา 14.00 น.) ราคาทองคำโลกปรับตัวขึ้นมาแล้วถึง 362.08 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือ +13.80%

ล่าสุดเพิ่งทดสอบระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์รอบใหม่ที่ 2,993.86 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ซึ่งเข้าใกล้กับเป้าหมายที่วายแอลจีเคยให้ไว้ที่ 3,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ และมีเป้าหมายถัดไปที่ 3,100 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์

ขณะเดียวกันราคาทองคำแท่ง 96.5% ในประเทศ ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงไม่แพ้กัน โดยล่าสุดได้ขึ้นไปทดสอบระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์รอบใหม่ที่ 47,550 บาทต่อบาททองคำ

แม้จะลดช่วงบวกลงมาบ้างหลังจากเงินบาทแข็งค่า แต่ตั้งแต่ต้นปี-ปัจจุบัน YTD (วันที่ 14 มี.ค. เวลา 14.00 น.) ราคาทองคำแท่ง 96.5% ในประเทศปรับตัวขึ้นมาแล้วถึง 5,100 บาทต่อบาททองคำ หรือ +12.03% และมองว่าภาพรวมปีนี้ทองคำจะยังเป็นขาขึ้น แม้จะมีแรงเทขายทำกำไรสลับออกมาบ้างในระยะสั้น

โดยราคาทองคำที่ปรับขึ้นมานั้นได้รับแรงหนุนหลักมาจากแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย เนื่องด้วยนักลงทุนมีความกังวลต่อประเด็นสงครามการค้าที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากภายหลังการปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้า 25% ต่อเหล็กและอะลูมิเนียมของสหรัฐ

สหภาพยุโรป (EU) และแคนาดาได้มีการตอบโต้ ด้วยการประกาศปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ มูลค่า 2.6 หมื่นล้านยูโร และ 3.0 หมื่นล้านดอลลาร์แคนาดา ตามลำดับ

และล่าสุด EU ได้เรียกเก็บภาษี 50% ต่อวิสกี้ที่นำเข้าจากสหรัฐ แต่หลังจากนั้นไม่นาน นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ตอบโต้กลับทันที โดยเผยผ่าน Truth Social ว่าจะเรียกเก็บภาษีต่อผลิตภัณฑ์สุราและแอลกอฮอล์ จาก EU สูงถึง 200%

สถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ในช่วงสามสัปดาห์ข้างหน้าจนกว่าจะเริ่มใช้มาตรการภาษีแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariff) จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในประเด็นสงครามการค้า ที่มีส่วนเพิ่มมุมมองเชิงลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐตามไปด้วย อีกทั้งจากการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อ ในเดือนก.พ. ของสหรัฐ ที่พบว่าชะลอตัวลงสู่ระดับต่ำกว่าคาดการณ์ ทั้งในฝั่งผู้บริโภค (CPI) และฝั่งผู้ผลิต (PPI)

ส่งผลให้นักลงทุนกลับมาคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปี 2568 มากกว่าที่ส่งสัญญาณไว้ที่ 2 ครั้ง ซึ่งกดดันการพยายามฟื้นตัวขึ้นของค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยบวกจากธนาคารกลางทั่วโลกเดินหน้าซื้อทองต่อเนื่องในปีนี้ นำโดยธนาคารกลางจีน(PBOC) ที่ถือครองทองคำเพิ่มในเดือนก.พ.เป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน โดยเข้าซือเพิ่มขึ้น 0.16 ล้านทรอยออนซ์ รวมถึงกองทุน SPDR Gold Trust กลับมาเพิ่มการถือครองทองคำในปี 2568 สู่ระดับ 33.29 ตัน สะท้อนกระแสเงินทุนที่ไหลกลับเข้าสู่กองทุน ETF หลังจากกระแสเงินทุนไหลออกต่อเนื่อง 2 ปีติดต่อกันในปี 2566 – 2567

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของราคาทองคำในตลาดฟิวเจอร์ส ในปีนี้ถือว่าน่าสนใจไม่แพ้กัน เนื่องจากนักลงทุนสามารถใช้เป็นทางเลือกในช่วงที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับสูง เพราะใช้เงินลงทุนเพียง 10% ของราคาทองคำ และสามารถทำกำไรได้ทุกสภาวะตลาด

ทั้งนี้ วายแอลจีมองว่าการลงทุนสะสมทองคำรายเดือนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน DCA (Dollar-Cost-Average) เป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจ เพราะจะทำให้นักลงทุนสามารถสร้างวินัยการสะสมทองคำ และเข้าถึงราคาทองได้หลากหลาย อีกทั้งปัจจุบันยังสามารถตั้งเวลาซื้อขายล่วงหน้าได้อีกด้วย