ศึกชิงเก้าอี้ ส.อ.ท.เดือด ผลประโยชน์ทับซ้อน จับขั้ววุ่นโกยอำนาจตัดขั้วฝั่งตรงข้าม 

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

30 มีนาคม 2569

ศึกชิงเก้าอี้ ส.อ.ท.เดือด ผลประโยชน์ทับซ้อน จับขั้ววุ่นโกยอำนาจตัดขั้วฝั่งตรงข้าม 

จับตาศึกการชิงตำแหน่งประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) คนที่ 17 ร้อนแรงทะลุปรอทแตก ขึ้นทันที หลังเข้าสู่ไทม์ไลน์สำคัญของการเลือกตั้ง โดยในวันที่ 30 มีนาคม 2569 จะมีการเลือกตั้งคณะกรรมการ ส.อ.ท. ชุดใหม่ ก่อนที่กรรมการชุดดังกล่าวจะลงคะแนนเลือกประธาน ส.อ.ท. คนใหม่ ในเดือนเมษายน2569

การเลือกตั้งครั้งนี้ถือว่า สำคัญอย่างมาก เพราะเป็นการเลือกผู้นำแทน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ซึ่งจะครบวาระรอบที่ 2 ในสิ้นเดือนนี้ โดยประธาน ส.อ.ท.คนใหม่จะดำรงตำแหน่งมีระยะเวลา 2 ปี ระหว่างปี 2569–2571 ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมที่รุนแรงขึ้น

โดยมีผู้ประกาศความพร้อมลงชิงตำแหน่งแล้ว 2 ราย ซึ่งต่างเป็นตัวเต็งและมีประสบการณ์ในวงการอุตสาหกรรมอย่างเข้มข้น ได้แก่

“อภิชิต ประสพรัตน์”

รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) พร้อมบทบาทกรรมการผู้จัดการ บริษัท บีสไพพ์ฟิตติ้ง อินดัสตรี จำกัด ถือเป็นตัวแทนสายผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอุตสาหกรรม ที่มีฐานเสียงจากผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมทั่วประเทศ

ขณะที่อีกหนึ่งตัวเต็ง คือ “ชนะ ภูมี”

รองประธาน ส.อ.ท. และที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG ตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่มีเครือข่ายและประสบการณ์ในระดับองค์กรขนาดใหญ่

แต่แล้วสถานการณ์พลิกทันที เมื่อ “ชนะ ภูมี” ประกาศถอนตัวจากการสมัครรับเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ก่อนการโหวตเลือกเลือกประธานคนใหม่ 

พร้อมระบุว่าการตัดสินใจลงสมัครครั้งแรกมาจากความตั้งใจนำประสบการณ์ตลอดชีวิตการทำงาน มาขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถผ่านวิกฤตและเติบโตอย่างสมดุล ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม ระหว่างกระบวนการแข่งขัน พบว่าบรรยากาศไม่ได้เป็นไปอย่างสร้างสรรค์ แต่กลับมีการบิดเบือนข้อมูล ใส่ร้าย และลดทอนความน่าเชื่อถือ อีกทั้งยังมีการพาดพิงถึงองค์กรที่ตนเคารพ ซึ่งเสี่ยงทำให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง

และทิ้งท้ายว่า “แม้จะได้รับเลือกตั้ง ความขัดแย้งอาจยังดำเนินต่อ และไม่เกิดประโยชน์ต่อ ส.อ.ท. และสมาชิกโดยรวม จึงตัดสินใจถอนตัว โดยยืนยันว่าไม่ได้ยอมรับข้อกล่าวหาใด แต่เป็นการตัดสินใจเพื่อปกป้ององค์กรและลดความขัดแย้ง

พร้อมกันนี้ นายชนะ ได้แสดงการสนับสนุน “พิมพ์ใจ ลี้อิสระนุกูล” จากกลุ่มสิทธิผล ให้เป็นผู้นำ ส.อ.ท. คนใหม่ และขอให้ผู้สนับสนุนของตนร่วมหนุน เพื่อสานต่อนโยบายช่วยเหลือ SMEs และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่ยุคใหม่ต่อไป

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ ส.อ.ท.ทุกๆ ครั้ง ที่มีการเลือกประธานฯ คนใหม่ แสดงให้เห็นว่า องค์กรแห่งนี้ มีแต่ความมืดมน และมีความขัดแย้งภายในรุนแรงมากขึ้น จะด้วยเหตุใดก็ตาม แต่ที่ทุกคนรับทราบตลอดมาคือ ส.อ.ท.เป็นองค์กรที่มีผลประโยชน์มาก เช่น การรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนโดยละทิ้งคนที่ไม่ใช่พวกพ้อง การยืนหนังสือสมุดปกข่าวนับร้อยหัวข้อ หลากหลายประเด็นกับรัฐบาล แต่ถูกมองข้าม เพราะสิ่งที่เสนอคือ เรื่องเก่า วกไปวนมา  คือประการแรก 

อีกข้อคือ เรื่องความไม่โปร่งใส ในการให้สมาชิกลงทะเบียนแทนเพื่อนสมาชิกด้วยกัน ซึ่งต่อมาได้สร้างรอยร้าวเกิด ขึ้นในองค์กรแห่งนี้ ถึงขั้นแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจลงบันทึกประจำวันในการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้านี้

ยิ่งทำให้บทบาทของ ส.อ.ท.นับวัน ยิ่งตกต่ำลง เย้ยหยันเป็น NATO “No Action, Talk Only” (ดีแต่พูด ไม่ทำอะไรเลย)