สภานายกจ้างฯ หวั่น ค่าแรง 400 บาท ทำ SME อ่วม  เสี่ยงปิดตัว

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

21 สิงหาคม 2568

สภานายกจ้างฯ หวั่น ค่าแรง 400 บาท ทำ SME อ่วม  เสี่ยงปิดตัว

นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (ECOT) เปิดเผยถึงนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2568 ที่ผ่านมา ว่า ค่าแรงขั้นต่ำของไทยก่อนหน้านี้ถือว่าเป็นอัตราที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในหลายประเทศ ดังนั้นหากค่าแรงเพิ่มขึ้นมาอีก ธุรกิจ SME จะลำบาก ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้

นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (ECOT)

“อัตราค่าแรงใหม่ที่เพิ่มขึ้นมา ในมุมของนักลงทุนต่างชาติจะเลือกไปลงทุนประเทศอื่นที่ต้นทุนต่ำกว่ากว่าไทย เพราะต้นทุนค่าแรงสูงเกินไป” นายเอกสิทธิ์ กล่าว

ขณะเดียวกันเมื่อค่าแรงสูงเกินไป ก็เสี่ยงที่นายจ้างจะเลิกจ้างแรงงานแล้วนำหุ่นยนต์ AI เข้ามาแทนที่ จากเมื่อก่อนนายจ้างไม่อยากใช้หุ่นยนต์ AI เพื่อต้นทุนสูง ดังนั้นเมื่อต้นทุนค่าแรงงานสูงขึ้นก็จะเปลี่ยนมาใช้หุ่นยนต์ AI แทน เพราะลงทุนถูกกว่า ไม่มีปัญหา ไม่ต้องจ่ายค่าโอที ซึ่งเราก็อยากส่งเสริมแรงงานคนไทยแต่เมื่อค่าแรงสูงเกินไปนายจ้างก็จำเป็นต้องลดแรงงานลง เพราะการจ้างคนยังมีไม่สบาย ลาป่วย สุดท้ายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำไม่มีงานทำอยู่ดี เพราะนายจ้างอยู่ไม่ได้

นายเอกสิทธิ์ กล่าวว่า เศรษฐกิจครึ่งปีหลังยังมองไม่เห็นสัญญาณดีขึ้น ต้องใช้เวลา เพราะยังต้องเผชิญกับปัญหาความไร้เสถียรภาพทางการเมือง ไม่มีความแน่นอน ภาษีทรัมป์ ข้อพิพาทพื้นที่ชายยแดนไทยกับกัมพูชา กระทบกับเศรษฐกิจเยอะ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว จากเห็นการปะทะในพื้นที่ชายแดนนักท่องเที่ยวชะลอการเดินทาง โรงแรมเหนื่อยเพราะไม่มีลูกค่า ซึ่งปประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลังไปจนถึงปลายนี้มองว่าจะยังไม่ดีขึ้น

“จากสภาเศรษฐกิจที่ยังต้องเผชิญกับหลายปัจจัย รวมถึงค่าแรงที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะค่าแรงภาคบริการที่นักท่องเที่ยวเดินทางน้อย แต่ต้องมาแบกรับภาระหนักและอาจปิดตัวลง หากโรงแรมปิดตัวลงแน่นอนกว่าเศรษฐกิจปิดตัวลงเศรษฐกิจแย่กว่าเดิมแน่ ตอนนี้ประกันสังคมก็ดูแลไม่ไหวเพราะหลายธุรกิจปิดตัวลงทำให้ต้องจ่ายชดเชยเยอะ แต่หากค่าแรงไม่สูงมาก นายจ้างยังเลี้ยงไหวเพราะคนไทยเป็นคนที่ดูแลลูกน้องอยู่แล้ว แต่ขึ้นค่าแรงมันโดดมากๆ นายจ้างก็ไปไหวเหมือนกัน” นายเอกสิทธิ์ ระบุ

นอกจากนี้ด้านผู้ประกอบการเองก็จะต้องพัฒนาฝีมือแรงงาน อาจจะลดแรงงานลงเพื่อลดต้นทุนแต่หาคนที่เก่งขึ้นและนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย

ขณะที่รัฐบาลจะต้องปรองดองกันและเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ซึ่งตอนนี้การลงทุนชะลอตัวรอความชัดเจนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญของนายกรัฐมนตรีในวันที่ 29 ส.ค. นี้ หากศาลพิจารณาว่าไม่ผิดนายกฯ ก็สามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนก็จะกลับมา แต่หากศาลพิจารณาให้นายกฯ พ้นจากตำแหน่งก็ต้องมารอลุ้นว่าใครจะมาเป็นนายกฯ ต่อ