ท่องเที่ยวไทย “ไม่ฟื้น” ตี๋-หมวย หาย -35% หนีเที่ยวเพื่อนบ้านแทน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

17 พฤศจิกายน 2568

ท่องเที่ยวไทย “ไม่ฟื้น” ตี๋-หมวย หาย -35% หนีเที่ยวเพื่อนบ้านแทน

วันนี้ (17 พ.ย.68) ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) เผยสถานการณ์ Tourism war ในปัจจุบันได้เปลี่ยนภูมิทัศน์การแข่งขันในตลาดการท่องเที่ยวของเอเชียอย่างชัดเจน และกำลังกดดันความสามารถในการแข่งขันของไทย ทั้งปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติ การเข้าถึงตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมาย และแนวโน้มรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว

ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 หลายประเทศสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ดีสอดคล้องกับทิศทางที่ตั้งไว้ ขณะที่ไทยยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะหดตัวของนักท่องเที่ยว โดย จีน เป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงสุดในภูมิภาคที่ราว 27% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แรงหนุนหลักมาจากการออกมาตรการยกเว้นวีซ่าให้หลายประเทศทั่วโลก การลงทุนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวในจีนที่ยังอยู่ในระดับไม่สูงมากและค่าเงินหยวนที่อ่อนค่านับจากต้นปี จึงสามารถดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติสนใจไปท่องเที่ยวในจีนเพิ่มขึ้น

ถัดมาเป็นเวียดนาม, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และ มาเลเซีย ที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงขยายตัวสูงโดยส่วนหนึ่งได้อานิสงส์จากนักท่องเที่ยวจีนที่เติบโตค่อนข้างดี นอกจากนี้ สำหรับเวียดนามยังมีความได้เปรียบด้านความคุ้มค่า อีกทั้ง ค่าเงินดองนับตั้งแต่ต้นปีที่อ่อนค่าสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น

ส่วนญี่ปุ่นนอกจากเป็นประเทศเป้าหมายหลักของนักท่องเที่ยวทั่วโลกแล้ว ยังได้รับแรงส่งจากกระแสการจัดงาน World Expo Osaka 2025 ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก ขณะที่สิงคโปร์ก็ยังสามารถรักษาจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติให้อยู่ในระดับทรงตัวได้

ขณะเดียวกัน ไทยกลับมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่เป็นตามเป้าและหดตัวราว -8% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงราว -35% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งนอกจากผลของความกังวลด้านความปลอดภัยแล้ว ยังเป็นผลจาก Tourism war ที่หลายประเทศต่างพยายามดึงนักท่องเที่ยวจีนที่เป็นตลาดเป้าหมายหลักให้เดินทางไปท่องเที่ยวในประเทศของตนเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวยุโรปและรัสเซียยังเป็นกลุ่มที่เดินทางมาเที่ยวในไทยขยายตัวต่อเนื่อง จากค่าเงินยูโรและค่าเงินรูเบิลที่แข็งค่ากว่าค่าเงินบาทนับตั้งแต่ต้นปี ประกอบกับภาคท่องเที่ยวไทยที่ดึงดูดและมีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจากกลุ่มนี้ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร และเครือข่ายเส้นทางบิน

ยิ่งไปกว่านั้น การแข่งขันแย่งชิงนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายมีแนวโน้มทำได้ยากขึ้น เนื่องจากแต่ละประเทศมีการทับซ้อนของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเวียดนามและสิงคโปร์ที่มีตลาดหลักทับซ้อนกับไทยในระดับสูง จากข้อมูลนักท่องเที่ยวต่างชาติ 10 อันดับแรกของ 6 ประเทศคู่แข่งหลักในสมรภูมิ Tourism war พบว่า ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติกระจุกตัวอยู่เพียง 18 ประเทศ อีกทั้ง มีถึง 15 ประเทศที่เป็นตลาดนักท่องเที่ยวที่ทับซ้อนร่วมกัน

โดยกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวที่มีการแข่งขันสูงจากการเป็นตลาดท่องเที่ยวหลักของมากกว่า 5 ประเทศ ได้แก่ นักท่องเที่ยวจีน ตามด้วยเกาหลีใต้ สหรัฐฯ และไต้หวัน ส่วนกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวที่มีการแข่งขันระดับปานกลางทับซ้อนกัน 3-4 ประเทศ ประกอบด้วย อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, ออสเตรเลีย, ญี่ปุ่น, ไทย, มาเลเซีย, สิงคโปร์ และโดยเฉพาะอินเดีย ซึ่งติดอันดับ Top 5 ในหลายประเทศ

ขณะที่กลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวที่ยังแข่งขันไม่สูงและมีโอกาสขยายตัวได้ในอนาคตจากการเป็นตลาดหลักของเพียง 2 ประเทศ ได้แก่ ฮ่องกง รัสเซีย และสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาระดับการทับซ้อนของตลาดกับไทยแล้ว เวียดนามและสิงคโปร์ถือเป็นคู่แข่งสำคัญโดยมีตลาดนักท่องเที่ยวหลักทับซ้อนกับไทยถึง 8 ประเทศและ 7 ประเทศตามลำดับ บ่งชี้ว่าไทยกำลังเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นในการดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มหลักจากประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงในภูมิภาค

อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวไทยยังเผชิญความท้าทายในการเพิ่มรายได้จากค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายต่อทริปของนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2024 กับปี 2019 แล้ว พบว่า การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยลดลงสวนทางกับประเทศอื่น ๆ ที่ปรับเพิ่มขึ้น จากการใช้จ่ายลดลงในด้านช็อปปิง บันเทิงและกิจกรรมการท่องเที่ยว

อีกทั้งการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติต่อวันของไทยยังต่ำกว่าหลายประเทศ ยิ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการเร่งยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวของไทยเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว พร้อมกับเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง และกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ซึ่งส่วนใหญ่ยินดีใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อได้รับประสบการณ์ที่คุ้มค่า