“เอกนิติ” ชี้ 4 ประเด็น รีเซตเศรษฐกิจไทย ดันยุทธศาสตร์ไทย ปีหน้าเป็น “ปีแห่งการลงทุน”

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

3 ธันวาคม 2568

“เอกนิติ” ชี้ 4 ประเด็น รีเซตเศรษฐกิจไทย ดันยุทธศาสตร์ไทย ปีหน้าเป็น “ปีแห่งการลงทุน”

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ Thailand’s Economic Reset ยุทธศาสตร์ประเทศไทย ในงาน Dinner Talk : Go Thailand 2026 – Beyond Survival โอกาสไทยในวิกฤตจัดโดยฐานเศรษฐกิจว่าประเทศไทยต้องมีการ Reset ในปัญหาหลัก 4 ด้าน ได้แก่ 

1.ประเทศไทยวันนี้ในเรื่องของเศรษฐกิจ ประเทศเราเศรษฐกิจโตต่ำลงเรื่อยๆจากที่เคยโตเฉลี่ย 7%ในช่วงทศวรรษ2540  มาปัจจุบันเศรษฐกิจโตแค่ 2%  การที่เศรษฐกิจไทยเราโตต่ำนั้นสะท้อนว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยเรากินบุญเก่ามาตลอด โดยมาจากการลงทุนในอดีต เราไม่ได้ลงทุนอย่างจริงจังมานาน โดยก่อนปี 2540 การลงทุนรวมอยู่ที่40% ของจีดีพี ปัจจุบันการลงทุนเหลือแค่ 22% เท่านั้น

“ถ้าประเทศไทยเปรียบเป็นโรงงานของเราก็เก่ามาก ผลิตของไม่เป็นที่ต้องการ แม้กระทั่งการไปขายข้าวเราก็ยังขายข้าวแบบเดิม อุตสาหกรรมรถยนต์ที่คนใช้รถไฟฟ้า และไฮบริดมากขึ้น เราจะทำอย่างไร การท่องเที่ยวที่ไม่สามารถเติบโตเป็น wellness destination ซึ่งทั้งหมดต้อง Resetใหม่”นายเอกนิติ กล่าว 

ดังนั้นได้มีการหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยว่า ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจในปีหน้าจะเป็นปีแห่งการลงทุน เราต้อง Reset เรื่องของการลงทุน จากที่ผ่านมาเราโตด้วยการส่งออก  ประเทศไทยเราพึ่งพาการส่งออกทั้งในเรื่องของพึ่งพาการส่งออกสินค้าและบริการ การเติบโตของเศรษฐกิจ ต้องแก้หนี้ครัวเรือน และช่วยSMEs ให้มีลมหายใจ เพื่อให้การเติบโตในประเทศเข้มแข็ง

2.การเติบโตของเศรษฐกิจไทยต้องมุ่งเสถียรภาพ ต้องไม่ใช่โตระยะสั้น หรือไม่มีเสถียรภาพ เพื่อให้มีการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งในเรื่องของการคลังเราต้องรักษาเสถียรภาพ โดยก่อนปี 2540 เรามีปัญหาเรื่องสถาบันการเงินและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จึงมาเจอเรื่องวิกฤติปี 2540 

การเติบโตต้องเน้นในเรื่องการสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจแม้ว่า ปัจจุบัน NPL ของไทยอยู่ที่ไม่ถึง 3% เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 20% ซึ่งสถาบันการเงินเราเข้าแข็ง ทุนสำรองเราแข็งแรงมากในปัจจุบันเกินดุลบัญชีเดินสะพัด4% เทียบกับหนี้ระยะสั้นมากกว่า 2.5%  ซึ่งสถานการณ์ต่างจากปี 2540 แต่การคลังเราอ่อนแอ ซึ่งเราโดนใบเหลืองทำให้ Outlook เราโดนปรับลดลงเป็น Negative ซึ่งเราแก้โดยการคืนหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธ.ก.ส.) และเราทำแผนเรื่องการคลังระยะปานกลาง เพื่อลดการขาดดุลให้ต่ำลงเรื่อยๆโดยมีเป้ามาต่ำกว่า 3% ของจีดีพีให้ได้ภายในปี 2572 

3.ประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุ และมีความเหลื่อมล้ำสูง คนมีรายได้ 20% กินสัดส่วนรายได้ 50% และคนที่รายได้น้อย 20% มีรายได้น้อยมาก แค่ 6% ของประเทศ และผู้มีรายได้น้อยเป็นผู้สูงอายุจำนวนมาก  ขณะที่SMEs เราขาดสภาพคล่องและความสามารถในการผลิตต่ำกว่าที่ควรจะเป็น จึงมีการนำเอามาตรการสนับสนุน SMEs เข้า ครม.ในวันนี้ และมีแพคเกจที่ออกมาเพื่อสร้างความเข้มแข็ง และให้มาตรการภาษีให้รายใหญ่ช่วย SMEs รวมทั้งมาตรการการเร่งจ่ายเงินในส่วนของคู่ค้าทั้งรายใหญ่ และภาครัฐ โดยใช้การวางบิลผ่านระบบ PromtBiz เพื่อสร้างสถาพคล่องSMEs ระยะยาว 

ปัญหาประชากรที่น้อยลงต้องเร่งการทำ Reskills Upskills ให้คนไทยเก่งมากขึ้น เช่นการทำโครงการคนละครึ่งพลัสที่แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยเพิ่มความสามารถให้กับพ่อค้าแม่ค้าให้เป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่เก่งขึ้น เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น ขณะที่การดึงคนที่เป็นบุคคลที่มีความสามารถเปิดให้คนที่มีเก่งมากๆเข้ามาทำงานกับคนไทย แต่ไม่ใช่เรื่องการเข้ามาแบบเป็นแสกมเมอร์ 

4.ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม จากการที่เราเห็นปัญหาที่หาดใหญ่ ที่มาจากปัญหาโลกร้อน เราจะรองรับมันอย่างไร เพราะปัญหานี้จะมาอีกในอนาคต โดยจำเป็นเรื่องการถอดบทเรียนซึ่ง ครม.ได้มอบให้นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานทำงานในเรื่องนี้ เพื่อให้สามารถถอดบทเรียน หาทางป้องกัน และเราต้องทำในเรื่องที่สอดคล้องกับกติกาโลกในส่วนที่ส่งเสริมเรื่องเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม เช่น CBAM การเงินสีเขียว (Green loan) ที่เป็นโอกาสของธุรกิจไทย 

นอกจากเรื่องของ Reset 4 ด้าน เราต้องผลักดันเรื่องของการลงทุน ที่สำคัญคือเรื่องของพลังงานสะอาด โดยต้องปลดล็อกเรื่องของการลงทุนในเรื่องของพลังงาน เช่น เรื่องของการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) 

ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมที่นักลงทุนยังให้ความสนใจคือสาขาที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขัน ได้แก่ เกษตรสมัยใหม่ (Smart Farming) อุตสาหกรรมอาหาร (Food Processing) สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะ Printed Circuit Board (PCB)  นอกจากนั้นยังมีการอัปเกรดฐานการผลิตรถยนต์เป็นรถยนต์ Hybrid หรือไฟฟ้า (EV) และศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub)

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญที่ได้เข้าไปดูในเรื่องของปัญหาคือโครงการจำนวนมากที่ได้รับอนุมัติบัตรส่งเสริมแล้ว และพร้อมจะลงทุนจริง ซึ่งมีกว่า 80 โครงการ ที่มีมูลค่าประมาณ 460,000 ล้านบาท กลับติดปัญหาไม่สามารถลงมือได้จริง เนื่องจากมีอุปสรรคเรื่องน้ำ ไฟฟ้า วีซ่า การขออนุญาต และที่ดินเพื่อแก้ไขปัญหานี้จึงปลดล็อก โดยให้เป็นการลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) เป็นการลงทุนกองทุน Infrastructure Fund โดยมีกลไกในเรื่องนี้อยู่แล้วสามารถทำได้และช่วยในเรื่องนี้เพื่อให้ตลาดหลักทรัพย์ของไทยสามารถเติบโตได้ด้วย ซึ่งถืเป็นการปลดล็อกทั้งการลงทุน และศักยภาพการลงทุน 

นอกจากนั้นต้องคิดในเรื่องการปลดล็อกให้ผู้สูงอายุกลับมาทำงาน ซึ่งคนไทยจำนวนมากที่เกษียณโดยยังไม่พร้อมโดยให้ผู้สูงอายุสามาถกลับมาทำงานได้ ซึ่งเราอาจต้องเปิดใจในเรื่องการรับหมอ พญาบาล  จากต่างประเทศเข้ามาทำงานได้ เรื่องนี้ต้องเปิดใจเหมือนสิงคโปร์ ที่ทำในเรื่องนี้เพื่อให้เศรษฐกิจไปได้ 

นอกจากนั้นสิ่งสำคัญคือเราต้องเข้าสู่ในเรื่องของกรีนซัพพลายเชนให้ได้  และซัพพลายเชนของโลกให้ได้ เพื่อให้เอสเอ็มอีไทยเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจขนาดใหญ่ได้ โดยให้มาตรการทางภาษีเข้ามาช่วย ซึ่งจะลงทุนในอนาคต และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยคิดอย่างจริงจังเพื่อลงทุน

“โอกาสสุดท้ายที่เราจะ จะผลักดันการลงทุน คุ้มค่า สอดคล้องกับเศรษฐกิจโลก การลงทุนในคน และการลงทุนที่ตรงกับความต้องการของโลกเพื่อดึงผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบ โลกยุคใหม่เพื่อให้ไทยนั้นสามารถที่เศรษฐกิจจะกลับมาเติบโตอีกครั้ง โตอย่างมีเสถียรภาพ และมีความยั่งยืน” นายเอกนิติ กล่าว