“ไทย” รับกรรมปิดฮอร์มุซ น้ำมันแพง-ท่องเที่ยวซึม ซ้ำงบฯ รัฐติดล็อกหนี้ชนเพดาน
ต้นกุมภาฯ อีจัน
22 เมษายน 2569

วันนี้ (21 เม.ย.69) BBL Research โดยธนาคารกรุงเทพ เผยว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากทั้งภายนอกและภายในประเทศพร้อมกัน โดยปัจจัยหลักยังคงมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง เศรษฐกิจโลกที่เริ่มชะลอลง และข้อจำกัดเชิงนโยบายของไทยเอง ทั้งด้านการเงินและการคลัง ส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีมีแนวโน้มช้าลงและเปราะบางมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อภาคครัวเรือนยังเผชิญค่าครองชีพสูง หนี้ครัวเรือนสูง ภาคธุรกิจรับภาระต้นทุนเพิ่ม และภาครัฐมีความสามารถในการออกมาตรการเพิ่มเติมลดลง
เศรษฐกิจโลกเริ่มชะลอลงจากผลของสงคราม ราคาพลังงาน และความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 เหลือ 3.1% และเตือนว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อหรือราคาน้ำมันขึ้นไปอยู่ในช่วง 110–125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โลกอาจเข้าใกล้ภาวะถดถอยอีกครั้ง
โดยเอเชียถือเป็นภูมิภาคที่มีความเปราะบางสูงต่อวิกฤติพลังงานครั้งนี้ เพราะพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง โดย IMF ประเมินว่าต้นทุนพลังงานของเอเชียคิดเป็นประมาณ 4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ซึ่งสูงกว่ายุโรปอย่างมีนัยสำคัญ
ความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลกในระยะถัดไปจึงไม่ใช่เพียงการเติบโตที่ชะลอลง แต่คือภาวะเศรษฐกิจถดถอย (stagflation) หรือภาวะที่เศรษฐกิจโตต่ำแต่เงินเฟ้อยังสูง ซึ่งจะทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกมีข้อจำกัดในการลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซยังถือว่าเปราะบางมาก และยังไม่สามารถบอกได้ว่าการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซฟื้นตัวเต็มที่แล้ว โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 20 เมษายน ระบุว่าการเดินเรือยังอยู่ในระดับต่ำมาก โดยในบางช่วงมีเรือผ่านเพียง 3 ลำใน 12 ชั่วโมง เทียบกับภาวะปกติที่เฉลี่ยราว 130 ลำต่อวัน ขณะที่เบี้ยประกันภัยเรือบรรทุกน้ำมันเพิ่มขึ้นจากประมาณ 2% เป็น 3% ของมูลค่าเรือ สะท้อนว่าตลาดยังมองความเสี่ยงอยู่ในระดับสูงมาก
อย่างไรก็ตาม ตลาดไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงว่าช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดได้หรือไม่ แต่ให้ความสำคัญกับความสามารถในการฟื้นตัวของระบบขนส่งพลังงานโลกหลังความขัดแย้งมากกว่า เนื่องจากในอดีต แม้สถานการณ์ความขัดแย้งจะเริ่มคลี่คลายแล้ว ตลาดน้ำมันมักต้องใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนกว่าปริมาณการขนส่งจะกลับมาใกล้ระดับเดิม เพราะยังมีข้อจำกัดจากเรือที่ค้างอยู่ในระบบ ค่าระวางเรือที่สูงขึ้น และความระมัดระวังของบริษัทเดินเรือทั่วโลก
โดยประเด็นสำคัญที่ตลาดติดตาม ได้แก่
- เรือบรรทุกน้ำมันและ LNG จะกลับมาใช้เส้นทางได้เร็วเพียงใด
- บริษัทประกันภัยทางทะเลจะคิดเบี้ยประกันในระดับใด
- เจ้าของเรือยังมองว่ามีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีหรือยึดเรือหรือไม่
- เรือที่ค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซียจะสามารถทยอยออกจากพื้นที่ได้เร็วเพียงใด
- ประเทศผู้ส่งออก เช่น ซาอุฯ ยูเออี และกาตาร์ จะสามารถเพิ่มการส่งออกน้ำมันและก๊าซเพื่อชดเชยอุปทานที่หายไปได้มากน้อยเพียงใด
เศรษฐกิจไทย ได้รับผลกระทบจากช็อก (shock) ภายนอกมากกว่าหลายประเทศ เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง มีภาคท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์หลัก และยังมีหนี้ครัวเรือนสูงโดยเฉพาะในกลุ่มรายได้ปานกลางและรายได้น้อย
เช่นเดียวกับภาคธุรกิจที่เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ขณะที่ความสามารถในการปรับขึ้นราคาสินค้าเริ่มจำกัดมากขึ้นจากกำลังซื้อที่อ่อนแอ จึงมีความเสี่ยงที่ margin ของภาคธุรกิจจะลดลงในระยะถัดไป
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2026 เหลือ 1.3% จากประมาณการ ณ เดือนธันวาคมที่ 1.5% พร้อมประเมินว่าเงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้นถึง 3.5% หากราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูงและความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ โดยภาคท่องเที่ยวเริ่มได้รับผลกระทบแล้วจากจำนวนนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางที่ลดลงเกือบเป็นศูนย์ในเดือนมีนาคม และต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นซึ่งกระทบการเดินทางจากประเทศเพื่อนบ้าน
ทั้งนี้ BBL Research เห็นว่า ความเสี่ยงของภาวะ stagflation เพิ่มขึ้น กล่าวคือ หากราคาน้ำมันยังคงสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล GDP อาจเข้าสู่ภาวะหดตัวในช่วงประมาณ –0.3 ถึง –0.8% ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้นมาอยู่ในช่วง 3.0–4.0%
ข้อจำกัดด้านนโยบาย โดยโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทย คือการที่ทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลังมีข้อจำกัดมากขึ้นในการประคับประคองเศรษฐกิจ โดย ธปท. ไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้มากนัก หากเงินเฟ้อเริ่มกลับมาเร่งตัวจากราคาพลังงาน ขณะที่ภาครัฐก็เริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านฐานะการคลัง หลังหนี้สาธารณะของไทยเข้าใกล้กรอบ 70% ของ GDP มากขึ้น
รัฐบาลจึงเริ่มพิจารณาทั้งการกู้เงินเพิ่มเติมราว 5 แสนล้านบาท และการขยับเพดานหนี้สาธารณะขึ้นไปที่ 75% ของ GDP เพื่อสร้างพื้นที่สำหรับมาตรการช่วยเหลือด้านพลังงาน ค่าครองชีพ และการพยุงเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การใช้นโยบายการคลังเพิ่มเติมจะช่วยได้ในระยะสั้น แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการคลังในระยะยาวเช่นกัน
ภาพรวมตลาดยังอยู่ในลักษณะระมัดระวังแบบเลือกกลุ่มลงทุน (selective risk-off) กล่าวคือ เงินทุนยังไม่ได้ไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมด แต่จะเลือกถือเฉพาะกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาพลังงานสูง หรือมีรายได้ค่อนข้างมั่นคงและสามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ดี
ขณะเดียวกัน นักลงทุนต่างชาติยังมีแนวโน้มระมัดระวังต่อไทยมากขึ้น เพราะไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงานค่อนข้างมาก ทั้งในด้านต้นทุนการนำเข้า การท่องเที่ยว และดุลบัญชีเดินสะพัด ส่งผลให้ตลาดไทยมีความเสี่ยงเผชิญแรงขายจากต่างชาติและความผันผวนของกระแสเงินทุนมากกว่าหลายตลาดในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันกลับลงแรงจากการเปิดฮอร์มุซจริง กลุ่มที่เคย outperform จากสงคราม เช่น พลังงานและโรงกลั่น อาจเผชิญแรงขายเพื่อลดความเสี่ยง ขณะที่กลุ่มสายการบิน ท่องเที่ยว โรงแรม และค้าปลีก อาจกลับมาเป็นผู้นำตลาดระยะสั้นเหมือนที่เกิดขึ้นในยุโรปและสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 17 เมษายน หลังตลาดเชื่อว่าช่องแคบฮอร์มุซเปิดอีกครั้ง
สิ่งที่ต้องติดตาม
- สถานการณ์ตะวันออกกลางและความสามารถในการกลับมาเปิดการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
- ท่าทีของ ธปท. ในการประชุม กนง. วันที่ 28 เมษายน ว่าจะให้น้ำหนักกับความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัว หรือแรงกดดันเงินเฟ้อมากกว่ากัน
- รายละเอียดของมาตรการกู้เงินและการขยับเพดานหนี้สาธารณะ
- ทิศทาง Fund Flow ต่างชาติในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทย