ลุยถล่มมิจฯ “แบงก์ชาติ” จ่อออกมาตรการป้องภัยไซเบอร์ “เฟส 2”

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

22 กุมภาพันธ์ 2568

ลุยถล่มมิจฯ “แบงก์ชาติ” จ่อออกมาตรการป้องภัยไซเบอร์ “เฟส 2”

จากปัญหา “อาชญากรรมไซเบอร์” ที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนมากขึ้น และถือเป็นภัยใกล้ตัว เพราะเพียงแค่มี “สมาร์ทโฟน” มิจฉาชีพก็พร้อมจะขโมย “ข้อมูล” หนักสุดก็ “ทรัพย์สิน” ออกไปได้อย่างง่ายดาย

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้สื่อข่าวมีโอกาสร่วมพูดคุยกับผู้บริหารระดับสูงของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นำโดย “รุ่ง มัลลิกะมาส” รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน “ดารณี แซ่จู” ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับระบบการชำระเงินและคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน และ “พีรจิต ปัทมสูต” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายคุ้มครองและตรวจสอบบริการทางการเงิน

โดยบอกเล่าถึงแนวทางแก้ปัญหา “ภัยทางการเงิน” ในฐานะผู้รักษา “ขุมทรัพย์” หรือเรียกว่าเป็นปราการด่านสุดท้ายที่ “ประชาชน” ให้ความไว้วางใจ และคาดหวังถึง “ความปลอดภัย” มากที่สุด

หลังจาก “แบงก์ชาติ” ทยอยออกมาตรการป้องกันภัยการเงินมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงทำงานร่วมกับสถาบันการเงินภายใต้การกำกับของ ธปท.ในทุกมิติ ทำให้ความเสียหายจากภัยอาชญากรรมทางออนไลน์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

นางรุ่ง มัลลิกะมาส รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

จากการตรวจสอบความเสียหาย “แอปฯ ดูดเงิน” ข้อมูล ณ เดือน ม.ค.68 ความเสียหายเป็นศูนย์ หรือ ไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น หลังจากปลายปี 2567 มีความเสียหายอยู่ที่ 3,000 ราย เฉลี่ยใน 1 เดือน เกิดความเสียหายอยู่ที่ 300 ราย จนถึงเดือน ธ.ค.68 ลดลงเหลือตัวเลขหลักเดียว

โดยเป็นผลมาจาก ธปท.กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยโมบายแบงก์กิ้ง อาทิ ห้ามมีการส่งข้อความ (SMS) แบบแนบลิงก์ ให้ใช้ 1 โมบายแบงก์กิ้งต่อ 1 อุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ การปรับเพดานวงเงินไว้ที่ 50,000 บาท และให้สแกนใบหน้าเพื่อพิสูจน์ตัวตนก่อนโอน เป็นต้น

ล่าสุด ธปท.เตรียมออกมาตรการป้องกันภัยการเงินเพิ่มเติม หรือความปลอดภัยโมบายแบงก์กิ้งเฟส 2 ภายหลังจากหารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทย และสถาบันการเงินภายใต้การกำกับของ ธปท. คาดว่ามาตรการเพิ่มเติมนี้ จะดำเนินการภายในเดือน มิ.ย.68

สำหรับเกณฑ์ที่นำมากำหนดในมาตรการอาจเทียบกับมาตรการจากประเทศสิงคโปร์ ดังนี้

  • เพิ่มฟังก์ชั่นบนแอปฯ ธนาคารให้มีปุ่ม self report หรือการรีพอร์ทบัญชีต้องสงสัย
  • การเพิ่มปุ่ม kill switch กรณีที่ผู้ใช้บริการรู้ตัวว่าโดนหลอกให้กดปุ่มนี้ เพื่อระงับโมบายแบงก์กิ้งด้วยตัวเอง
  • การทำ cooling off period หรือการหน่วงธุรกรรมก่อนโอนเงินภายใน 12 ชั่วโมง (กรณีธุรกรรมมีความเสี่ยงสูง)

“ธปท.ถือว่าสิ่งที่สิงคโปร์ดำเนินการเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรม ซึ่งจะนำเอาข้อมูลไปคุยกันว่าจะผลักดันอย่างไร และจากตัวอย่างที่ยกขึ้นมาถือเป็นสิ่งที่เราอยากทำ หรืออาจออกเป็นมาตรการเฟส 2 ที่ต้องดูแล้วเหมาะสมกับบริบทของไทย”

นางสาวดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับระบบการชำระเงินและคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ขณะเดียวกัน สืบเนื่องจากวันที่ 31 ม.ค.68 ธปท.ออกมาตรการ “ปิดปากม้า” เพื่อยกระดับการจัดการ “บัญชีม้า” หรือบัญชีที่ทำธุรกรรมทางการเงินแบบผิดกฎหมาย จากเดิมที่จัดการเป็นรายบัญชีที่กระทำความผิด ขณะนี้ได้ยกระดับมาตรการให้ตรวจสอบ “บัญชีม้ารายบุคคล” โดยที่สถาบันการเงินสามารถปิดทุกบัญชีธนาคารจาก “รายชื่อ” ผู้กระทำความผิด

วิธีการตรวจสอบบัญชีม้าของสถาบันการเงินจะแบ่งออกเป็น 3 สีที่สะท้อนความเสี่ยง ดังนี้

  • ม้าดำ คือ ผู้ที่อยู่ในรายชื่อผู้ที่กระทำความผิดตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
  • ม้าเทา แบ่งเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ม้าเทาเข้ม คือ บัญชีที่ผู้เสียหายแจ้งความแล้ว และ ม้าเทาอ่อน คือ ผู้เสียหายยังไม่แจ้งความ
  • ม้าน้ำตาล แบ่งเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ม้าน้ำตาลเข้ม คือ บัญชีที่ธนาคารเห็นว่าบัญชีธนาคารมีพฤติกรรมผิดปกติและมีข้อมูลแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ และ ม้าน้ำตาลอ่อน คือ บัญชีต้องสงสัยที่ต้องเฝ้าระวัง

นอกจากนี้ ธปท.กำหนดให้สถาบันการเงินแชร์ข้อมูลบัญชีม้าร่วมกัน หากพบว่าเป็นบัญชีม้าดำและบัญชีม้าเทาเข้ม จะไม่สามารถรับเงินเข้าบัญชีได้ และไม่สามารถโอนเงินออกจากบัญชี รวมถึงชื่อบุคคลเจ้าของบัญชีม้าไม่สามารถเปิดบัญชีใหม่ได้ ซึ่งมาตรการนี้ได้ดำเนินการไปแล้ว

เบื้องต้น สำหรับบัญชีม้าน้ำตาล สถาบันการเงินทุกแห่งจะทำความตกลงร่วมกันและส่งไกด์ไลน์ที่จะดำเนินการในมาตรการดังกล่าวให้กับ ธปท.พิจารณาเกณฑ์ต่างๆ ให้เหมาะสมกับความเสี่ยง จากนั้นจะมีผลบังคับใช้เช่นเดียวกับบัญชีม้าดำและบัญชีม้าเทาได้ภายในเดือน มี.ค.นี้

“หากประชาชนโอนเงินเข้าบัญชีม้าจะไม่สามารถทำธุรกรรมได้ จากนั้นจะมีการแจ้งเตือนไปถึงผู้ใช้บริการผ่านแอปฯ ธนาคารถึงสาเหตุที่ไม่สามารถทำรายการได้ เพราะบัญชีนั้นเป็นบัญชีต้องสงสัย”

อย่างไรก็ตาม จากการเริ่มสกัดบัญชีม้ามากขึ้น ทำให้เมื่อสิ้นปี 2567 มีบัญชีธนาคารถูกระงับไปแล้วถึง 1.75 ล้านบัญชี ซึ่งเป็นของคนไทย 1.34 แสนรายชื่อ จากจำนวนบัญชีม้าถูกปิดมากขึ้น ทำให้มิจฉาชีพเริ่มเปลี่ยนการโอนเงินจากที่จะโอนผ่านบัญชีม้าถึง 5 ทอดติดต่อกัน เปลี่ยนเป็นโอนผ่านบัญชีม้าครั้งเดียว จากนั้นจะโอนเงินออกไปสู่ “คริปโตเคอร์เรนซี”

นางสาวพีรจิต ปัทมสูต ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายคุ้มครองและตรวจสอบบริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ซึ่งความสำเร็จ หรือ ความเสียหาย จากการโอนต่อไปคริปโตฯ ข้อมูล ณ เดือนต.ค.-ธ.ค.67 มีผลสูงถึง 75%

ดังนั้น ธปท. สถาบันการเงิน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (DA) รวมถึงหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหารือร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาม้าคริปโตฯ โดยจะเปิดให้มีการแชร์ข้อมูลรายชื่อบัญชีม้าจากสถาบันการเงินไปที่คริปโตฯ

โดยกฎเกณฑ์การแชร์ข้อมูลร่วมกันจะอาศัยอำนาจตาม พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 (พ.ร.ก.ไซเบอร์) ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบของสำนักงานกฤษฎีกา จากนั้นจะมีการนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อประกาศใช้ต่อไป

สำหรับวิธีการแก้ปัญหาม้าคริปโตฯ เบื้องต้นหากสถาบันการเงินตรวจพบรายชื่อเป็นบัญชีม้า แล้วมีรายชื่อเปิดบัญชีคริปโตฯ จะให้มีการปิดกั้นบัญชีดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การแชร์ข้อมูลจากสถาบันการเงินไปที่คริปโตฯ ต้องอาศัยระบบต่างๆ โดยเฉพาะระบบฐานข้อมูล

เช่น คริปโตฯ อาจสร้างระบบใหม่ขึ้นมาตรวจสอบบัญชีต้องสงสัย กรณีรายชื่ออาจไม่ซ้ำกับสถาบันการเงิน ทำให้ทั้ง 2 ระบบสามารถแชร์ข้อมูลร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น และไล่ปิดบัญชีม้าได้มากขึ้นเช่นกัน

นอกจากนี้ การแก้ พ.ร.ก.ไซเบอร์ ในส่วนของสถาบันการเงินต้องรับผิดชอบ กรณีที่ตรวจสอบแล้วพบความผิดจากสถาบันการเงิน โดย ธปท.ได้แสดงความคิดเห็นไปแล้ว แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาเรื่องหลักการและเกณฑ์ที่กำหนดว่าจะออกมาในรูปแบบใด รวมถึงต้องมีใครร่วมรับผิดชอบบ้าง

“ธปท.ยืนยันว่าภายหลังจาก พ.ร.ก.ไซเบอร์ ประกาศผ่านราชกิจจานุเบกษา โดยจะมีผลบังคับใช้ในระยะเวลาไม่นาน ดังนั้น เกณฑ์ของ ธปท.จะออกตามภายใน 60 วัน เพื่อพร้อมที่จะอยู่บนหลักเกณฑ์ที่กำหนด”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ ธปท.ตั้งเกณฑ์ไว้ คือความปลอดภัย ถือเป็นหน้าที่ของสถาบันการเงิน หากธนาคารไม่ทำตามหน้าที่ หรือเกณฑ์ที่ตั้งไว้ และปล่อยให้มีความเสียหายเกิดขึ้น ถือว่า “บกพร่องต่อหน้าที่” และมีส่วนต้อง “ร่วมรับผิดชอบ” ทั้งนี้ เรื่องการตัดสินขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ “ศาล” เป็นผู้ตัดสิน

ในส่วนของ ธปท.ย้ำว่าถ้าให้ภาคใดภาคหนึ่งรับผิดชอบมากเกินภาระอาจทำให้เกิดพฤติกรรมบางอย่าง เช่น ในต่างประเทศธนาคารจะมีการหน่วงธุรกรรม หรือไม่ปล่อยเงินออกจากบัญชีผู้ใช้บริการในทันที

ซึ่ง ธปท.ไม่อยากให้เกิดขึ้น เพราะถ้าให้ธนาคารรับ 100% การทำธุรกรรมจะมีปัญหาได้ หากระบุว่าทุกคนเป็นบัญชีม้าจะทำให้การทำธุรกรรมหน่วงมากขึ้น เช่น ก่อนจะโอนเงินจะมีการแจ้งเตือน หรือจะโอนเงินไม่ได้ในทันที แต่จะโอนสำเร็จภายใน 3-4 ชั่วโมงแทน

ขณะเดียวกัน มิจฉาชีพก็มีรูปแบบการหลอกลวงใหม่ๆ สิ่งที่ ธปท.กังวลคือเทคโนโลยีใหม่ หรือ “เอไอ” ที่สามารถปลอมเสียง และปลอมใบหน้าของประชาชนได้ ปัญหาจากเทคโนโลยีที่ทันสมัยก็เป็นช่องโหว่หนึ่งที่ทำให้มิจฉาชีพใช้ประโยชน์ เพื่อนำมาหลอกลวงประชาชน

ดังนั้น เรื่องการเพิ่มความรู้ให้กับประชาชนในเรื่องภัยไซเบอร์ในรูปแบบต่างๆ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกหน่วยงานต้องช่วยกันผลักดันเรื่องการให้ความรู้ และใช้บริการเทคโนโลยีต่างๆ บนความสะดวกสบาย แต่ควรเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น เพื่อไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

ยืนยัน “ธปท.” ไม่เคยพูดว่า “แบงก์” ไม่ต้องรับผิดชอบเลย แต่หลักๆ หากให้แบงก์รับผิดชอบฝ่ายเดียว สังคมอาจจะไปไม่ได้ เพราะมันจะไปบั่นทอนในเรื่องความสะดวกสบายในการใช้บริการของประชาชน

ดังนั้น “ประชาชน” ต้องปกป้องตัวเองด้วย เพราะถือเป็น “จุดสมดุล” ที่ทุกฝ่ายต้องมีร่วมกัน…