คนละครึ่งพลัส เฟส 2 แจก 4,000 บาท/คน เงินสะพัด 1.36 แสนล้าน คาดเริ่ม มิ.ย.-ก.ย.69
ต้นกุมภาฯ อีจัน
5 ชั่วโมงก่อนหน้า

วันนี้ (29 เม.ย.69) ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บล.อินโนเวสท์เอกซ์ จำกัด หรือ INVX เปิดเผยว่า ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันจากทั้งภายในและภายนอกพร้อมกัน รัฐบาลส่งสัญญาณอัดฉีดมาตรการกระตุ้นขนาดใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี ขณะที่วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางยังคงปะทุอยู่ คำถามสำคัญคือ ในท้ายที่สุดแล้วเศรษฐกิจไทยจะพอยืนหยัดได้หรือไม่ และคำแนะนำในการลงทุนในภาวะนี้คืออะไร
ดร.ปิยศักดิ์กล่าวว่า มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นแรงหนุนเศรษฐกิจที่มาถูกเวลา แต่มีขอบเขต โดยกระทรวงการคลังเตรียมเสนอมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เข้าที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจวันที่ 4 พ.ค. นี้ ซึ่งจะประกอบด้วยสองเสาหลัก ได้แก่ โครงการ คนละครึ่งพลัส (>20 ล้านคน รูปแบบการร่วมจ่าย (co-payment) รัฐร่วมจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40%) และ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (14 ล้านคน รัฐจ่ายเต็ม 100%) คนละ 4,000 บาท เริ่มใช้ผ่านแอปเป๋าตัง มิ.ย.–ก.ย.69
เม็ดเงินภาครัฐอัดเข้าระบบรวมประมาณ 104,000 ล้านบาท และเมื่อรวม co-payment ประชาชนจะมีเงินหมุนเวียนในระบบกว่าประมาณ 136,000 ล้านบาท เมื่อประเมินผ่าน Macro Multiplier Model ของ INVX พบว่ามาตรการนี้มีศักยภาพหนุนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ได้ราว +0.2% และเพิ่มเงินเฟ้อจากกรณีฐานอีกราว +0.1%
อย่างไรก็ตาม ผลเชิงบวกดังกล่าวมีข้อจำกัดทั้งจากการนำเข้าที่จะสูงขึ้น และ substitution effect ของ co-payment (เงิน co-payment 40% ที่ประชาชนร่วมจ่ายผ่านแอปเป๋าตัง ไม่ใช่เงินใหม่ที่เพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจ แต่เป็นเพียงการ “โยกย้าย” เงินที่จะใช้จ่ายอยู่แล้วในชีวิตประจำวันมาใช้ผ่านโครงการแทน) และผลที่กระจุกตัวอยู่แค่ไตรมาส 2-3 โดยไม่มีนัยยะต่อปี 2570
ดร.ปิยศักดิ์กล่าวว่า ปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ ราคาพลังงาน ที่ถูกผลักดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งแรงกระเทือนมายังเศรษฐกิจไทยผ่านหลายช่องทางพร้อมกัน ในกรณีฐาน (สงครามยืดเยื้อ 2–3 เดือน Brent เฉลี่ย $85/บาร์เรล) เมื่อรวมกับผลของราคาดีเซลที่ปล่อยลอยตัวสู่ 40-50 บาท/ลิตร จะทำให้ GDP ถูกกดดันลง 0.27% ขณะที่ เงินเฟ้อทั่วไปอาจพุ่งสูงถึง 2.9% เพิ่มจากกรณีฐานก่อนหน้าที่ 0.8%
ทั้งนี้ ราคาดีเซลที่ 40-50 บาท/ลิตร เป็นต้นทุนหลักของภาคขนส่งไทยซึ่งครอบคลุมรถบรรทุก เรือประมง และเครื่องจักรเกษตร ผลกระทบจึงส่งผ่านลูกโซ่ต่อไปยังต้นทุนอาหาร วัตถุดิบ และกำไร SME พร้อมกัน โดยเงินเฟ้อในรอบนี้มีลักษณะ cost-push มากกว่า demand-pull ทำให้รับมือได้ยากกว่า เพราะการปรับดอกเบี้ยขึ้นจะยิ่งซ้ำเติมครัวเรือนที่แบกหนี้สูงอยู่แล้ว ขณะที่มาตรการไทยช่วยไทยอาจเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อขึ้นเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับมาตรการการดูแลค่าครองชีพประชาชนของรัฐบาลเป็นหลัก
ในส่วนนโยบายการเงินการคลัง INVX Research มองว่า ธปท. จะเลือกใช้มาตรการผ่อนคลายแบบเจาะจงอย่าง Soft Loan แทนการลดดอกเบี้ยนโยบาย เพราะในสภาวะที่เงินเฟ้อเร่งตัวสู่ 2.9–4.4% การลดดอกเบี้ยจะยิ่งกดดันค่าเงินบาทและต้นทุนนำเข้าพลังงาน แต่การขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินเฟ้อก็จะกระทบกับเศรษฐกิจเช่นกัน INVX จึงมองว่า ธปท. จะเลือก “Look through” หรือมองข้ามเงินเฟ้อที่จะเพิ่มขึ้นในระยะสั้น โดย INVX คาดอัตราดอกเบี้ยนโยบายสิ้นปีที่ 1.00% ไม่เปลี่ยนแปลงจากปัจจุบัน
ขณะที่ในด้านการคลัง หนี้สาธารณะที่กำลังใกล้แตะระดับ 70% ของ GDP ทำให้พื้นที่สำหรับมาตรการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่แคบลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหากรัฐบาลออกพระราชกำหนดกู้เงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อเพิ่มพื้นที่การคลัง จะทำให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลคล่องตัวมากขึ้น โดยรัฐบาลอาจปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะในปี 2570
โดยสรุปในเชิงเศรษฐกิจ INVX ยังคงประมาณการ GDP ปี 2569 ที่ 1.4% และ เงินเฟ้อที่ 1.6% ในกรณีฐาน โดยมองว่าผลบวกจากมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะช่วยหนุน GDP ได้ราว +0.2% และเงินเฟ้อราว +0.1% จากกรณีฐาน แต่ความไม่แน่นอนจากสงครามตะวันออกกลางยังคงเป็น downside risk ที่สำคัญกว่า และจะต้องติดตามว่าสถานการณ์จะยุติเมื่อใดก่อนพิจารณาปรับประมาณการ