คนไทยมีบ้านยากขึ้น! พบรายได้ต่ำ 50,000 เงินไม่พอผ่อน “บ้านใหม่”

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

24 ธันวาคม 2568

คนไทยมีบ้านยากขึ้น! พบรายได้ต่ำ 50,000 เงินไม่พอผ่อน “บ้านใหม่”

วันนี้ (24 ธ.ค.68) นายฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB เปิดเผยว่า ปี 2568 เป็นแห่งการช่วยเหลือลูกหนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเจอสถานการณ์ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ทั้งการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ น้ำท่วม จังหวัดเชียงราย และพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะที่อำเภอหาดใหญ่ แผ่นดินไหว และความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ที่มีความยืดเยื้อ ทำให้การดำเนินงานของธนาคารต้องช่วยเหลือลูกหนี้ต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ผ่านวิกฟติไปได้

ซึ่งหากดูผลสำรวจของทีทีบีได้ตรวจสุขภาพทางการเงินของมนุษย์เงินเดือนทั่วประเทศ ผ่านโครงการ ttb financial health check พบว่า สถานะการเงินของคนทำงานส่วนใหญ่อยู่ในระดับ “น่ากังวล” โดยมีผู้เข้าร่วมการประเมินรวม 101,600 คน ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2567 – 15 ธันวาคม 2568

ผลสำรวจแบ่งกลุ่มสถานะทางการเงินออกเป็น 4 กลุ่ม พบดังนี้ 1.กลุ่มเฝ้าระวังมีสัดส่วนสูงสุดถึง 52% หรือ 52,553 ราย โดยเป็นกลุ่มที่มีเงินคงเหลือในแต่ละเดือนเป็นบวก และชำระหนี้ได้ตามปกติ ไม่ผิดนัดชำระหนี้

2.กลุ่มมีใช้ คิดเป็น 32% หรือ 32,480 ราย แม้จะมีเงินคงเหลือในแต่ละเดือนเป็นบวก แต่ยังชำระหนี้ล่าช้าและมีความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ 3.กลุ่มอาการหนัก มีสัดส่วน 13% หรือ 13,530 ราย เป็นกลุ่มที่เงินคงเหลือในแต่ละเดือนติดลบ และเริ่มมีพฤติกรรมผิดนัดชำระหนี้บางบัญชี

และ 4.กลุ่มโคม่า ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีปัญหาทางการเงินรุนแรงที่สุด มีสัดส่วน 3% หรือ 3,037 ราย โดยเป็นกลุ่มที่เงินคงเหลือในแต่ละเดือนติดลบ ไม่สามารถชำระหนี้ได้ และมีสถานะผิดนัดชำระหนี้ ถูกยึดทรัพย์ หรือฟ้องคดี

นายฐากรกล่าวว่า ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังเปราะบางมากขึ้นในกลุ่มตลาดราคาบ้านระดับล่าง ซึ่งเป็นผลมาตั้งแต่ช่วงโควิด ทำให้ธนาคารต้องปรับกลยุทธ์ด้านลูกค้า โดยกำหนดเป็นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะระดับบนมากขึ้น เช่น สินเชื่อกลุ่มบ้านใหม่ราคา 7-10 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งในส่วนของปี 2569 ธนาคารตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ที่ 1-2%

“ปัจจุบันคนเงินเดือน 30,000-50,000 บาทต่อเดือน ยังไม่พร้อมซื้อบ้านในช่วงเศรษฐกิจมีปัญหา ทำให้อัตราเงินเดือนที่ปลอดภัยจะอยู่ช่วง 70,000 บาทต่อเดือน ที่มีกำลังซื้อและพร้อมที่จะมีบ้าน”

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การตลาดบ้าน การปล่อยสินเชื่อบ้านใหม่อยู่ระดับ 30-35% ขณะที่การปฏิเสธสินเชื่อใหม่อยู่ที 70% ถือเป็นการรีเจ็กต์เกินครึ่งหนึ่งที่มีลูกค้ายื่นปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากลูกค้ามีปัญหาทางด้านการเงิน หรือมีหนี้ก้อนเก่าอยู่จึงไม่สามารถขอสินเชื่อใหม่ได้

ด้านตลาดรถยนต์ปี 2568 มีทิศทางดีขึ้นกว่าปี 2567 เนื่องจากอานิสงส์ของรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่รัฐบาลมีมาตรการภาษีสำหรับการซื้อรถยนต์อีวี 3.0 และ 3.5 สะท้อนจากงานมหกรรมรถยนต์มีการจองซื้อรถยนต์สูงมาก รวมถึงราคารถอีวีต่ำลงเป็นแรงจูงใจให้กับผู้ต้องการซื้อมากขึ้น อีกทั้งคุณภาพรถอีวีเริ่มดีขึ้น และตรงใจกับผู้ซื้อ จึทำให้มองตลาดรถยนต์ในปี 2569 จะดีกว่าปี 2568

ทั้งนี้ สินเชื่อคงค้างรถยนต์ทั้งอุตสาหกรมมยังหดตัว เพราะสินเชื่อใหม่ยังไม่เอาชนะสินเชื่อชำระคืน (Re-Payment) เนื่องจาก 4-5 ปีที่ผ่านมา มีการปล่อนสินเชื่อสัดส่วนสูงมาก ทำให้ปัจจุบันยอดชำระหนี้คืนยังสูงกว่าสินเชื่อใหม่ ส่งผลให้ยอดสินเชื่อคงค้างยังลดลง อย่างไรก็ตาม ปี 2569 การปล่อยสินเชื่อรถใหม่ขยายตัวมากขึ้น ทำให้สินเชื่อหดตัวน้อยลง

“อย่างไรก็ตาม ธนาคารตั้งเป้าเติบโตสินเชื่อปล่อยรถใหม่ราว 10% จากยอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 350,000-360,000 แสนล้านบาท”

สำหรับปี 2569 ธนาคารมุ่งเน้นช่วยเหลือลูกหนี้ ผ่านกลยุทธ์ภายใต้แนวคิด The MEANINGFUL Change เพื่อยกระดับบทบาทธนาคารจาก “ผู้ให้สินเชื่อ” สู่ “พันธมิตรทางการเงิน” ที่อยู่เคียงข้างคนไทยในการแก้ปัญหาหนี้ ให้ความรู้ทางการเงินเพื่อสร้างวินัย และออกแบบชีวิตทางการเงินอย่างยั่งยืน