ธปท. หั่นดอกเบี้ย หวังแบงกพาณิชย์ รับนโยบายลด “ดอกกู้”

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

13 สิงหาคม 2568

ธปท. หั่นดอกเบี้ย หวังแบงกพาณิชย์ รับนโยบายลด “ดอกกู้”

วันนี้ (13 ส.ค.68) นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า กนง. ลดดอกเบี้ยครั้งนี้ หวังผลให้ช่วยบรรเทากลุ่มที่ได้รับผลกระทบด้านการเงิน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) หรือกลุ่มรายได้น้อย รวมถึงครัวเรือนมีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน มีแนวโน้มรายได้ลดลง และเผชิญปัญหาหนี้

ขณะเดียวกัน เงินเฟ้อ ไม่ใช่อุปสรรคในการปรับดอกเบี้ยลง เพราะตัวเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าเป้าหมายที่ ธปท.กำหนดที่ 1-3% มีปัจจัยด้านอุปทานเป็นหลัก ดังนั้น กนง. ไม่ได้คาดหวังว่าเงินเฟ้อจะปรับได้เพิ่มขึ้นมากนัก

“เงินเฟ้อไม่ได้เป็นปัจจัยที่ทำให้ กนง. ปรับลดดอกเบี้ยไม่ได้ อีกทั้งการปรับดอกเบี้ยมองว่ายังลงได้อีก ที่ผ่านมา ดอกเบี้ยเคยปรับลงมาต่ำสุดที่ 0.5% ซึ่งอัตราดอกเบี้ยรอบนี้ที่ 1.5% เป็นอัตราที่เหมาะสมและผ่อนคลาย”นายสักกะภพกล่าว

นายสักกะภพกล่าวว่า เมื่อปรับดอกเบี้ยลงสิ่งที่จะเกิดขึ้น ถ้าต้องการให้ดอกเบี้ยเงินกู้ลดลงจะต้องปรับเรื่องต้นทุนในฝั่งที่เป็นการระดมทุน หรือขาเงินฝาก โดยต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 1% กว่าๆ รวมเงินฝากระยะสั้น เงินฝาก saving และเงินฝากประจำ ซึ่งคาดหวังว่าการปรับดอกเบี้ยครั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์ จะปรับดอกเบี้ยเงินกู้ตามมาด้วย

เมื่อถามว่าวันที่ 25 มิ.ย.68 กนง. ได้ปรับลดดอกเบี้ย แต่ธนาคารพาณิชย์ได้ส่งผ่านดอกเบี้ยน้อยมาก เฉลี่ยอยู่ที่ 0.05% ธปท.จะมั่นใจได้อย่างว่าการปรับดอกเบี้ยครั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์จะส่งผ่านในอัตราที่ ธปท. มองว่าช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางได้

นายสักกะภพกล่าวว่า ในแง่ของตัวเลข หากการลงดอกเบี้ยของ กนง. รวม 3 ครั้งที่ผ่านมา จากการประชุมเดือน ต.ค. 67, ม.ค.68 และเม.ย.68 อาจต้องดูจังหวะเวลาและดูเป็นช่วงๆ หากดูเป็นจุดๆ จะเห็นว่าบางทีธนาคารได้ปรับดอกเบี้ยไปก่อนแล้ว จากที่คาดการณ์ว่าไปข้างหน้าดอกเบี้ยนโยบายจะลดลง

ซึ่งจากที่ลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง โดยภาพรวมการส่งผ่านนโยบายประมาณ 43% ใกล้เคียงกับช่วงที่ลดดอกเบี้ยช่วงโควิดที่เฉลี่ย 40% 

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าในการประชุมครั้งที่ผ่านมา การส่งผ่านดอกเบี้ยจะน้อยกว่าในการลดดอกเบี้ย 2 ครั้งแรก แต่ ธปท. คาดหวังการส่งผ่านในรอบนี้จะมีเพิ่มเติม เพราะมีช่องว่างให้สามารถลดดอกเบี้ยได้ แต่โดยธรรมชาติการส่งผ่านจะน้อยลงไปกว่าเดิม เมื่อดอกเบร้ยอยู่ระดับต่ำไปเรื่อยๆ 

ขณะเดียวกัน เรื่องการส่งผ่านดอกเบี้ย มองว่าธนาคารต้องการช่วยเหลือลูกหนี้ที่เป็นกลุ่มเปราะบาง ซึ่งต้องมีการดูแล แต่การส่งผ่านนโยบายไม่ใช่แค่ส่งผ่านในแง่ของตัวดอกเบี้ยนโยบายอย่างเดียว แต่มีมาตรการอื่นๆ ช่วยเหลือด้วย ที่ ธปท. เน้นเรื่องแก้หนี้ ลดภาระหนี้กลุ่มเปราะบาง

“สำหรับระยะเวลาในการส่งผ่าน โดยปกติใช้เวลา 4 ไตรมาส จากที่ กนง. ลดดอกเบี้ย 3 ครั้งล่าสุด ยังมีผลค้างท่ออยู่ หรือยังมีการรอการส่งผ่านไปอีก ซึ่งการลดดอกเบี้ยครั้งนี้จะทำให้มั่นใจยิ่งขึ้นว่าภาวะการเงินจะเอื้อกลุ่มเปราะบาง”นายสักกะภพกล่าว

ทั้งนี้ ธปท.ยังบอกไม่ได้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะถึงจุดไหนถึงจะบอกว่าพอ ดังนั้น ต้องติดตามผลและการตอบสนองของธนาคารต่างๆ ว่าเป็นอย่างไร คงต้องติดตาม และถ้ามีปัจจัยใหม่ที่ต้องมีผลรุนแรงพอสมควร ถึงจะต้องทำให้ลดดอกเบี้ย