ซีอีโอแบงก์ทีทีบี ธุรกิจสีเทา-บัญชีม้า ทุบเศรษฐกิจไทยพัง

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

17 กันยายน 2568

ซีอีโอแบงก์ทีทีบี ธุรกิจสีเทา-บัญชีม้า ทุบเศรษฐกิจไทยพัง

วันนี้ (16 ก.ย.68) นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต โพสต์ข้อความเกี่ยวกับภัยร้ายกัดกร่อนรากฐานประเทศไทย มีดังนี้ บัญชีม้า ธุรกิจสีดำ  ธุรกิจกิจสีเทา เศรษฐกิจนอกระบบ— ภัยร้ายที่กัดกร่อนรากฐานชาติ 

นอกจากธุรกิจที่ผิดกฏหมายแล้วประเทศไทยเผชิญปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ ในระดับที่น่ากังวล ประเมินกันว่ามีสัดส่วนสูงถึง 50% ของจีดีพีของประเทศ จัดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจเชิงตัวเลข แต่เป็นปัญหารากลึกที่เปิดช่องให้กับการทุจริตคอร์รัปชัน การฟอกเงิน และการหลอกลวงแบบเป็นระบบเติบโตจนกลายเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน

ทำไมบัญชีม้าจึงลุกลามนั้น การเปิดบัญชีที่ง่าย ดำเนินการโอนที่สะดวกรวดเร็วและไม่มีค่าใช้จ่าย ทำให้ประเทศไทยกลายเป็น “พื้นที่อำนวยความสะดวก” สำหรับเครือข่ายอาชญากรข้ามชาติและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทั้งที่อาจตั้งอยู่ในต่างประเทศ แต่ใช้บัญชีไทยเป็นศูนย์กลางหมุนเงิน การหลอกลวงและการฟอกเงินจึงทำได้หลายช่องทาง เช่น

1. เงินสด — ออกนอกระบบและหมุนเวียนในมือผู้รับโดยตรงเพราะการใช้เงินสดในประเทศไทยง่าย ไม่มีต้นทุน และแทบไม่มีข้อจำกัด

2. คริปโตเคอร์เรนซี — เข้าถึงได้ง่าย โอนข้ามพรมแดนได้เร็ว เป็นจำนวนมาก ตรวจสอบไม่ได้

3. e-Wallet — ใช้งานสะดวกสำหรับการรับ-จ่าย การตรวจสอบไม่เข้มข้น

4. ถ้าทองคำ/สินทรัพย์ทางเลือก — ใช้เป็นช่องทางสะสมมูลค่าและอยู่นอกระบบการตรวจสอบใดๆ

ที่สำคัญแก๊งมิจฉาชีพมืออาชีพมักใช้กลยุทธ์ “รากฝอย” คือแตกเงินเป็นรายการเล็ก ๆ จำนวนมากและกระจายไปยังบัญชีหลายบัญชีอย่างรวดเร็ว เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับ และเพื่อให้เมื่อเกิดความผิดปกติ จะยากต่อการตามรอยเส้นทางทั้งหมด

นอกจากช่องโหว่เชิงระบบแล้ว ยังมาจากพฤติกรรมของผู้คนเอง เช่น การ ขายหรือรับจ้างให้ใช้บัญชี แก่บุคคลอื่นเพื่อแลกกับค่าตอบแทนใช้ บัญชีส่วนตัว รับรายได้ของธุรกิจเพื่อเลี่ยงภาษีหรือกิจกรรมอื่นที่ไม่โปร่งใส การลงข้อมูลเปิดบัญชีไม่ตรงกับการใช้งานจริง ทำให้ “ตัวตน” และ “พฤติกรรม” ไม่สอดคล้องกัน ใช้บัญชีไปทำกิจกรรมผิดกฎหมาย 

เช่น การพนันออนไลน์ ผู้เสียหายหลายราย ไม่แจ้งความ เพราะขั้นตอนลำบากหรือมองว่าเสียหายน้อย เสียหน้าถ้าบอกใคร จึงปล่อยให้การกระทำผิดดำเนินต่อไปได้โดยไม่มีผู้ฟ้องร้อง พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้ระบบการเงินไม่สามารถแยกแยะได้ระหว่างผู้สุจริตและผู้กระทำผิด ส่งผลให้ช่องว่างสำหรับการทุจริตขยายตัว

มาตรการที่กำลังดำเนินการ  ความก้าวหน้าและข้อจำกัด การแก้ปัญหานี้ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างธนาคาร ภาครัฐ และหน่วยงานด้านความปลอดภัย การดำเนินมาตรการที่สำคัญ ได้แก่

1. Central Fraud Registry (ฐานข้อมูลกลางการทุจริต) — เชื่อมข้อมูลระหว่างธนาคารเพื่อให้สามารถต่อเส้นทางการเงินและเห็นภาพรวมของการไหลของเงินได้เร็วและชัดเจนขึ้น

 2. การจัดระดับบัญชีม้า — กำหนดประเภทบัญชีม้าเป็นชั้น ๆ เช่น “ม้าดำ ม้าเทา ม้าน้ำตาล” ตามระดับความชัดเจนของการกระทำผิด เพื่อให้การตอบสนองและการอายัดบัญชีมีความเร่งด่วนและตรงเป้า 

3. Customer Profiling — ตั้งเกณฑ์การใช้งานบัญชีให้เหมาะสมกับโปรไฟล์ผู้ใช้ (เช่น คนที่ใช้บัญชีไม่บ่อยจะถูกตั้งค่าให้โอนออกได้จำกัด) เพื่อลดโอกาสบัญชีถูกใช้เป็นช่องทางฟอกเงิน หรือป้องกันผู้สุจริตจากการถูกหลอกให้โอนเงินครั้งละมากๆ

 4. กระบวนการแจ้งความแบบใหม่ (AOC 1441) — ออกแบบระบบให้ผู้เสียหายแจ้งความและรายงานเหตุได้สะดวกขึ้น ลดอุปสรรคในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม

5. ความร่วมมือข้ามหน่วยงาน — ธนาคาร ธนาคารกลาง และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต้องประสานงานอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับมาตรการให้ทันต่อพฤติกรรมของมิจฉาชีพ

มาตรการเหล่านี้เริ่มแสดงผล — ด้วยมาตรการต่างๆ การหลอกลวงด้วย App ดูดเงินในขณะนี้ลดลงจนถือได้ว่าหมดไป ในขณะที่จำนวนบัญชีม้าเริ่มลดลง จำนวนเงินที่ถูกหลอกก็เริ่มลดลงในหลายกรณี ทำให้เครือข่ายมิจฉาชีพต้องปรับกลยุทธ์หรือยอมจ่ายมากขึ้นเพื่อได้บัญชีใหม่ แต่การเปลี่ยนแปลงยังมีข้อจำกัด: บางมาตรการอาจสร้างความไม่สะดวกแก่ผู้สุจริต และระบบต้องออกแบบเพื่อไม่ให้ผลกระทบเหล่านั้นเกินความจำเป็น

สุดท้าย: เราจะแก้กันอย่างไร — ไม่ใช่แค่กฎ แต่เป็นพฤติกรรมของคนทั้งชาติ

การแก้ปัญหานี้ต้องเดินควบคู่สองเส้นทาง: เทคโนโลยีและกฎหมายที่เข้มแข็ง กับ การเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน หากปล่อยให้พฤติกรรมเดิมดำเนินต่อไป จะไม่มีระบบใดแยกความชัดเจนระหว่างคนสุจริตกับคนทุจริตได้

สิ่งที่ต้องทำรวมถึง แต่ไม่จำกัดเพียง:

1.  หยุดการขายหรือให้เช่าบัญชีแก่ผู้อื่น

2. ใช้บัญชีให้ตรงวัตถุประสงค์ ให้ข้อมูลที่เป็นจริงเมื่อเปิดบัญชี หากเป็นธุรกิจควรต้องมีบัญชีธุรกิจอย่างชัดเจน

3. หากเป็นเหยื่อ ให้แจ้งธนาคารและแจ้งความทันที อย่าปล่อยให้มิจฉาชีพได้เปรียบเพราะความเหนื่อยหรือความคิดว่า “ไม่คุ้ม”

4. สนับสนุนและให้กำลังใจมาตรการที่มุ่งป้องกันการทุจริต แม้จะมีความไม่สะดวกชั่วคราว

5. เรียนรู้และเผยแพร่ความรู้ให้คนรอบตัวเข้าใจความเสี่ยงและวิธีป้องกัน

นี่คือข้อเท็จจริง: ถ้าเราไม่ร่วมมือกัน ไม่เปลี่ยนพฤติกรรม และไม่ร่วมสนับสนุนมาตรการที่ถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องคนทั่วไป ประเทศของเราก็จะยังถูกทำลายทีละน้อย

คำถามคือ…เราจะยอมให้ อาชญากรข้ามชาติ ใช้คนไทยบางคนเป็นเครื่องมือหลอก คนไทยด้วยกันเอง ต่อไปหรือ? เราจะยอมเห็น คนทำมาหากิน คนสุจริต เงินเก็บทั้งชีวิตหายไปในพริบตา เพียงเพราะเราอยากสะดวกแบบเดิม โดยไม่ร่วมมือ ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เป็นกำลังใจให้คนที่พยายามแก้ปัญหาหรือ?

แน่นอนว่า มาตรการบางอย่างที่ออกมาอาจจะต้องพบความความท้าทาย ความผิดพลาด การเรียนรู้เพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น แต่ถ้าเราอยากเห็นสังคมที่คนตั้งใจทำงานมีกำลังใจ คนดีได้ดี คนไม่ดีต้องรับผิด ทุกคนต้องช่วยกันปรับตัว ร่วมมือ และยืนหยัด ไม่ใช่ยอมแพ้ ปล่อยให้ประเทศกลายเป็นสวรรค์ของมิจฉาชีพไปตลอดกาล