ธปท.ชี้เมืองไทยไร้เสน่ห์ ต่างชาติหนีลงทุน หันซบตลาดเพื่อนบ้าน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

13 กันยายน 2567

ธปท.ชี้เมืองไทยไร้เสน่ห์ ต่างชาติหนีลงทุน หันซบตลาดเพื่อนบ้าน

วันนี้ (13 ก.ย.67) นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ท้องถิ่นที่สากล: อนาคตประเทศไทย ภายในงานครบรอบ 14 ปี สำนักข่าว ‘ไทยพับลิก้า’ โดยระบุว่า จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั่วโลก ประเทศไทยจะเติบโตแบบเดิมๆ ไม่ได้ แต่จะต้องหารูปแบบการเติบโตที่ใหม่ และแตกต่างจากที่เคยเติบโตมา

โดยได้สะท้อน 3 ประเด็นที่เป็นปัจจัยฉุดรั้ง การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ได้แก่ 1.ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของประเทศไทย ไม่ได้สะท้อนไปสู่ความมั่งคั่ง หรือรายได้ของครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นเท่าที่ควร แม้ว่าในการเติบโต Norminal GDP จะเติบโตจาก 100 เป็น 180 แต่พบว่ารายได้ครัวเรือนในภาคเหนือ อีสาน และใต้ เติบโตน้อยกว่าจีดีพี อีกทั้งเมื่อมองไปข้างหน้า จีดีพีมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น เรื่องโครงสร้างประชากร


ข่าวน่าสนใจอื่น


2.การกระจุกตัวของธุรกิจค่อนข้างสูง โดยธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งมีสัดส่วนเพียง 5% ของธุรกิจทั้งหมด มีรายได้สูงถึง 89-90% และเพิ่มขึ้นจากในช่วงก่อนหน้านี้ที่สัดส่วนรายได้อยู่ที่ 85% ของรายได้ของธุรกิจทั้งหมด ขณะที่ธุรกิจตัวเล็ก หรือธุรกิจเกิดใหม่ที่มีอายุน้อยกว่า 5 ปี มีอัตราการตายมากขึ้น สะท้อนการขับเคลื่อนกระจุกตัว

3.โลกเปลี่ยนแปลงความสามารถในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไทยจะพึ่งการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) แบบเดิมไม่ได้ ซึ่งในปี 2544-2548 มีส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ของไทยอยู่ที่ 0.57% สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามที่ 0.16% อินโดนีเซีย 0.7% มาเลเซีย 0.32%

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ปัจจุบันสัดส่วนการลงทุน FDI ของไทยค่อนข้างทรงตัว (Flash) อยู่ที่ 0.63% ในทางกลับกันเวียดนาม อยู่ที่ 1.01% อินโดนีเซีย 1.39% และมาเลเซีย 0.83% สะท้อนว่าไทยจะนั่ง เพื่อรอ FDI เข้ามาไม่ได้แล้ว เพราะไทยไม่ได้มีเสน่ห์เหมือนเดิม

“จากภาพนี้สะท้อนว่าเราไม่ควรโตแบบล่าตัวเลขจีดีพี หรือ FDI อย่างเดียว เพราะต้องดูว่าการลงทุนมันสร้างประโยชน์กับประเทศได้แค่ไหน เพราะตัวเลขที่ต้องล่า คือ ชีวิตความเป็นอยู่ของคน ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้สะท้อนว่าชีวิตความเป็นอยู่ของคนดีขึ้น ดังนั้น เราจำเป็นต้องพึ่งความเข้มแข็งจากภายในมากขึ้น” นายเศรษฐพุฒิ กล่าว

นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า เมื่อการพึ่งพาการเติบโตที่กระจุกอยู่เพียงไม่กี่แห่ง ทำให้เกิดความไม่ยั่งยืน จึงต้องมีวิธีการที่จะเติบโตและอยู่บนฐานที่กว้างกว่าเดิม รวมทั้งต้องเข้มแข็งขึ้นกว่าเดิม ซึ่งต้องเน้นการเติบโตแในพื้นที่ท้องถิ่นมากขึ้น เนื่องจากประชากร 80% ของประเทศไทย อยู่นอกเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และธุรกิจเกือบ 80% ก็อยู่นอกกรุงเทพฯ และปริมณฑลเช่นกัน

การทำให้ท้องถิ่นแข่งขันได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากมีความท้าทาย 3 ด้าน คือ 1.คนในท้องถิ่นกระจายตัว ไม่ได้กระจุกตัวเหมือนในกรุงเทพฯ มีความหนาแน่นของประชากรต่ำ ทำให้อุปสงค์ไม่ค่อยมีและตลาดไม่ค่อยโต 2.ธุรกิจท้องถิ่นส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก และ 3.ภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมในพื้นที่มีความหลากหลาย ซึ่งความท้าทายเหล่านี้ทำให้ไม่เกิดการประหยัดต่อขนาด (economy of scale) ที่จะทำให้สินค้ามีต้นทุนต่ำลง

“ใน 3 ความท้าทายทำให้โอกาสสร้าง Economy of Scale ยากมากขึ้นในท้องถิ่น เพราะหากต้องการแข่งขันได้ต้นทุนจะต้องต่ำ ซึ่งต้นทุนต่ำจะต้องอาศัยมีขนาดและปริมาณมากพอ”นายเศรษฐพุฒิ กล่าว

นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ส่วนหนึ่งที่เป็นคำตอบและเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ที่จะทำให้ท้องถิ่นสามารถก้าวข้ามความท้าทายต่างๆและแข่งขันได้ คือ การทำให้เป็นท้องถิ่นที่สากล (Globally Competitive Localism) โดยใช้จุดแข็ง จุดเด่น และเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ซึ่งแต่ละท้องถิ่นมีไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากร ทุนทรัพย์ ประวัติศาสตร์ และภูมิศาสตร์ต่างๆ เพื่อทำให้ต้นทุนต่ำลงและมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ การทำให้ท้องถิ่นที่สากลเกิดขึ้นได้และแข่งขันได้ ต้องมีองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้อย่างน้อย 6 เรื่อง ได้แก่ 1.การเชื่อมกับตลาดโลก เพื่อทำให้เกิด economy of scale ซึ่งกระแสออนไลน์ ทำให้การเชื่อมตลาดทำได้ง่ายขึ้น 2.การสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การสร้างเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ 3.การร่วมมือกับพันธมิตร (Partner) 4.การทำให้เมืองรองโต 5.การให้ท้องถิ่นสามารถจัดการตนเองได้มากขึ้น และ 6.การสร้างระบบติดตามพัฒนาการหรือความเจริญของท้องถิ่น