นายกฯ  สั่ง ครม. ทบทวน เงินเยียวยาน้ำท่วม ชายแดนไทย-กัมพูชา

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

30 กันยายน 2568

นายกฯ  สั่ง ครม. ทบทวน เงินเยียวยาน้ำท่วม ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันนี้ (30 ก.ย. 2568) เวลา 18.40 น. ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CB 406 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก ได้มีข้อสั่งการให้ทบทวนเงินเยียวยาน้ำท่วมและเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2568 นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อตรวจติดตามสถานการณ์อุทกภัย ได้สั่งการให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย เสนอค่าดำรงชีพเบื้องต้นแก่ครอบครัวผู้ประสบภัย เป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้การช่วยเหลือเยียวยาประชาชนผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ สามารถดำเนินงานได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ มีความเป็นเอกภาพ ไม่ซ้ำซ้อน และครอบคลุมทุกมิติ

จึงขอให้ทุกส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐ ส่งเรื่องเกี่ยวกับมาตรการหรือแนวทางในการช่วยเหลือเยียวยาไปที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศชภ.) เพื่อพิจารณาในภาพรวม ก่อนนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

ล่าสุด นายกรัฐมนตรีได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการและบริหารสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (คอภ.) และจัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศชภ. ) แล้ว

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้มอบหมายให้ ศชภ. จัดทำข้อเสนอมาตรการช่วยเหลือประชาชนในเขตพื้นที่รับน้ำเป็นการประจำทุกปีอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการลงพื้นที่พบว่า มีพื้นที่ที่เป็นพื้นที่รับน้ำ ทำให้ประชาชนในพื้นที่นี้ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากเป็นประจำทุกปี รัฐบาลต้องให้การดูแล ช่วยเหลือ และเยียวยาเป็นการเฉพาะ โดยจัดให้มีมาตรการช่วยเหลือเป็นการประจำทุกปี ไม่ต้องมาตั้งเรื่องขอเป็นครั้งๆ ปีต่อปี พร้อมเน้นย้ำให้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจราชการตามที่ได้รับมอบหมาย เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที

พร้อมกันนี้นายกฯ ยังมีสั่งการให้กระทรวงมหาดไทย ทบทวนหลักเกณฑ์ เงื่อนไข วิธีการจ่าย และวงเงินช่วยเหลือ เพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ได้อย่างครอบคลุม และมีประสิทธิภาพ โดยเร็ว เนื่องจากหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่าย รวมทั้งวงเงินช่วยเหลือดังกล่าว ยังมีข้อจำกัดบางประการ ส่งผลให้การจ่ายเงินช่วยเหลือ ยังไม่ครอบคลุมประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง