ปีม้าคึกดีด “ทองคำ” จ่อนิวไฮ 70,000 เติมขุมทรัพย์ “นักเทรด”

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

30 ธันวาคม 2568

ปีม้าคึกดีด “ทองคำ” จ่อนิวไฮ 70,000 เติมขุมทรัพย์ “นักเทรด”

ถือเป็นปรากฏการณ์แห่งปีก็ว่าได้กับ “ทองคำ” ที่เป็นข่าวคึกโครมตลอดทั้งปี 2568 จากราคาปรับขึ้น-ลง อย่างที่ “ชาวขุดทอง” ก็ไม่เคยเห็นมาก่อน หลังทองคำทำนิวไฮกันหลายตลบ โดยได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกปั่นป่วน สงครามโลกแบ่งขั้วจากปัญหา “ภูมิรัฐศาสตร์” เริ่มเขย่าขวัญ “นักลงทุน” หันกลับมาตุนทองคำในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” จนเทรดทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำกันถ้วนหน้า…

โดยจุดสตาร์ทเริ่มที่ราคาทองคำ Gold Spot ในตลาดโลก ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา (ปี 2567-2568) ไต่ระดับจาก 2,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทะลุขึ้นมา 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในปี 2568 ส่งผลให้ราคา “ทองคำไทย” ปรับตัวสูงขึ้นทุบสถิติรายวัน ซึ่งในดือนตุลาคม “ทองแท่ง” ขายออกที่ 67,400 บาทต่อบาททองคำ “ทองรูปพรรณ” อยู่ที่ 68,200 บาทต่อบาททองคำ

หากมาซูมดูตัวเลขราคาทองคำที่จบปิดปีงูเล็ก (ปีมะเส็ง) ก็เพิ่มขึ้นมากด้วยราคาที่เลื้อยขึ้นถึง 22,850 บาท เทียบกับปี 2567 ราคาทองเพิ่มขึ้น 10,100 บาท เรียกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ราคาทองเพิ่มขึ้นแล้วราว 32,950 บาท โดยผลตอบแทนราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 67% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567 ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 46 ปี สำหรับคนที่ถือยาวๆ ก็ยิ้มไม่หุบกันเลยทีเดียว…

เปิดปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ราคาทองคำในปี 2568 พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง ซึ่งปัจจัยใหญ่มาจากความไม่แน่นอนของนโยบาย ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ หลังจากประกาศใช้มาตราการภาษีตอบโต้ทางการค้าต่อประเทศคู่ค้าหลักในอัตราที่สูงลิบลิ่ว สร้างความกังวลต่อเศรษฐกิจโลก อีกทั้งมีปัจจัยความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ในประเทศสหรัฐฯ-จีน และยูเครน-รัสเซียยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง

ส่งผลให้ความผันผวนในตลาดการเงินทั่วโลกสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน นักลงทุนจึงหันมาถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย เพื่อป้องกันความเสี่ยงทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และนโยบายที่คาดเดาได้ยาก

รวมถึงธนาคารกลางทั่วโลกที่เร่งเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรองเพื่อลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ฯ แรงซื้อที่กระจายตัวและมีขนาดใหญ่เช่นนี้ ทำให้โครงสร้างอุปสงค์ทองคำแข็งแกร่งกว่าทุกช่วงที่ผ่านมา และกลายเป็นแรงหนุนสำคัญที่ผลักดันให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรง จนทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์

จากทิศทางราคาทองคำที่สร้างสถิติใหม่รัวๆ ทำให้คิดต่อไปว่าโอกาสที่ราคาทองจะทะลุไปแตะ 70,000 บาท ในปี 2569 จะเป็นไปได้หรือไม่ ?

ปี 2568 เป็นที่สุดของ “ทองคำ”

ห้างทองดังอย่าง “พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่าปี 2568 ถือเป็นปีที่ดีที่สุดในการลงทุนทองคำ หากนักลงทุนที่ติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดจะสามารถหาจังหวะทำกำไรได้อย่างมหาศาล แม้เทรนด์ทั้งปีจะเป็นขาขึ้น แต่ก็มีจังหวะย่อต่อเพื่อให้ใช้เป็นจุดเข้าซื้ออยู่หลายครั้ง จากช่วงต้นปี 2568 ราคาทองคำแท่งในตลาดโลกเปิดที่ 2,632 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ซึ่งมอง 4 ปัจจัยหลักสนับสนุนให้ทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นตลอดทั้งปี ได้แก่ 1. ดอกเบี้ยขาลงที่มีความชัดเจนจากภาวะเศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วง 2.การเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกเพื่อลดความเสี่ยงหลายด้าน ทั้งด้านความมั่นคง และรองรับ De-dollarization หรือการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ 3.การโยกเงินจากตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนต่ำมาสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง และ 4.การเก็บเงินไว้ในสินทรัพย์ปลอดภัย เนื่องจากทั่วโลกยังมีความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์

“จากปัจจัยทั้งหมดที่เป็นตัวผลักดันให้ทองคำทยานสู่เป้าหมายใหม่อย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมานี้ จะยังขับเคลื่อนให้ทองคำในปี 2569 พุ่งสู่เป้าหมายใหม่ทองคำไว้ที่ 4,721-4,900 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ส่วนราคาทองคำแท่งในประเทศที่ 69,500-72,150 บาทต่อบาททองคำ โดยคำนวณจากค่าเงินบาท 31.06 บาทต่อดอลลาร์”

ม้าทองคำพุ่ง 74,000 บาท

“ธนรัชต์ พสวงศ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง ระบุในปี 2569 แม้ว่าราคาทองคำจะอยู่ในระดับสูงแล้ว แต่ยังมีปัจจัยสนับสนุนให้ราคาทองคำขยับขึ้นต่อได้ เพียงแต่ผลตอบแทนอาจไม่ได้สูงเท่ากับในปี 2568 โดยคาดว่าราคาทองคำโลก สิ้นปี 2569 อาจมีโอกาสแตะที่ระดับ 4,770-5,200 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ขณะที่ราคาทองภายในประเทศอยู่ที่ระดับ 70,000-76,200 บาทต่อบาททองคำ (คำนวณจากค่าเงินบาทที่ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ

จากมุมมอง 11 สถาบันการเงินชั้นนำของโลก มองว่า ราคาทองคำในตลาดโลกปี 2569 ยังมีโอกาสขึ้นสู่ระดับ 4,500 – 5,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หาก 3 ปัจจัยนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน ได้แก่ 1.ความไม่แน่นอนของมาตการตอบโต้ภาษีการค้า 2.การเข้าซื้อทองคำเพิ่มขึ้นของธนาคารกลางหลายประเทศเพื่อเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ และ 3.ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ถูกแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งส่งผลกระทบต่อแนวโน้มดอกเบี้ยของสหรัฐฯ 

นอกจากนี้ ยังมีอีก 2 ปัจจัยเพิ่มเติมที่หนุนราคาทองคำ ได้แก่ หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้น และกระแสความพยายามลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ทั่วโลก (De-dollarization)

ทั้งนี้ ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงให้พอร์ตลงทุนได้ดีในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจมีความผันผวน แต่หากสะสมทองคำมากเกินไปก็อาจจะทำให้เสียโอกาสการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ แม้ในปีนี้ทองคำจะให้ผลตอบแทนสูง แต่ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยเพิ่มผลตอบแทนให้พอร์ตในระยะยาว ไม่ใช่ให้ผลตอบแทนกว่า 60% ต่อปีแบบนี้ทุกปี 

“นักลงทุนไม่ควรเพิ่มสัดส่วนทองคำมากเกินไป เพราะอาจทำให้เสียโอกาสการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ และไม่ควรไล่ซื้อในช่วงราคาสูง มองว่า ช่วง 3,700 -3,800 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ เป็นระดับที่เหมาะสมในการทยอยสะสม”

เงินทุนไหลเข้ากองทุน ETF ทองคำ

ปี 2568 ถือเป็นปีที่กองทุน ETF ทองคำ กลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของทองคำอีกครั้ง หลังจากที่เม็ดเงินไหลออกต่อเนื่องถึง 4 ปี โดยในช่วง 11 เดือนแรกของปี มีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิสูงถึง 712.6 ตัน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อทองคำในฐานะสินทรัพย์หลักของนักลงทุนสถาบัน และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่หนุนให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง

สำหรับปี 2569 คาดว่า กองทุน ETF ทองคำจะยังคงเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด เนื่องจากผู้จัดการกองทุนระดับโลกหลายรายแนะนำให้มีทองคำเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุน ไม่ว่าจะเป็น James Dimon CEO ของ JPMorgan หรือ Mike Wilson CIO ของ Morgan Stanley อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตาความเสี่ยงที่อาจมีเม็ดเงินไหลออกเป็นระยะ จากการขายทำกำไรและการปรับพอร์ต หลังจากราคาทองคำปรับขึ้นมาแรง ซึ่งอาจทำให้ราคาผันผวนในบางช่วง

กระแสลดการพึ่งพาดอลลาร์ หนุนแรงซื้อจากธนาคารกลาง

ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา การที่ธนาคารกลางทั่วโลกเข้าซื้อทองคำมากกว่า 1,000 ตันต่อปี ติดต่อกันถึง 3 ปี ทำให้ความต้องการทองคำจากภาคธนาคารกลางเพิ่มขึ้นจนมีสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของอุปสงค์ทองคำโลก และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมา สำหรับปี 2568 แม้แรงซื้ออาจชะลอลงบ้าง โดยในช่วง 11 เดือนแรกมีการเข้าซื้อไปแล้ว 686 ตัน และคาดว่าปริมาณการซื้อตลอดทั้งปีอาจอยู่ที่ 850 ตัน ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่สูงมาก และสะท้อนให้เห็นว่าธนาคารกลางยังคงเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดทองคำ

สำหรับแนวโน้มในปี 2569 คาดว่าธนาคารกลางหลายประเทศทั่วโลกจะยังคงเดินหน้าสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง แม้ราคาจะอยู่ในระดับสูงก็ตาม เช่น ธนาคารกลางจีนที่เข้าซื้อทองคำติดต่อกันเป็นเดือนที่ 11 ธนาคารกลางโปแลนด์ที่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนทองคำเป็น 30% ของทุนสำรอง ธนาคารกลางเซอร์เบียมีแผนเพิ่มทองคำอย่างน้อย 100 ตัน ภายในปี 2573 ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ฯลฯ

ทั้งนี้ เนื่องจากหลายประเทศแสดงความกังวลต่อการด้อยค่าของสกุลเงินหลัก โดยเฉพาะดอลลาร์ฯ ที่นับวันความน่าเชื่อถือลดน้อยลงจากการที่รัฐบาลสหรัฐฯ แทรกแซงการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในความโปร่งใสของข้อมูลทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการพิมพ์ธนบัตรจำนวนมากเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบการเงิน

ทิศทางราคาทองคำจะขึ้นหรือลง “นักลงทุน” คงต้องเฝ้าจับตาใกล้ชิด และอย่าลืมว่า ทุกการลงทุนมี “ความเสี่ยง” เสมอ หากเข้าจังหวะที่ถูกก็โชคดีไป แต่ถ้าเข้าไปแล้วยังหาทางลงไม่เจอ ก็ขอให้อดทนจนกว่าจะได้แลนด์…